Your Voices, Your Interpretations

Yodchattinyline / Yodchat Bupasiri / Tinyline / Tinylines / ヨードチャット ブパシリ / ยอดฉัตร บุพศิริ / ยศชาติ บุพการี /

  • แรงบันดาลใจมาจากไหน ? และบันทึกว่าด้วยวิธีการสเก็ตซ์และขยายงานเป็นภาพจริง
    How to find your inspirations, transform it to a series of sketchs, and develop it to final artwork.

    *
    *

    :: Jesús Cisneros’s illustration course 10 – 15 April 2017 at Scuola Internazionale d’Illustrazione di Sàrmede :: [ part 1 , part 2 ]

    *
    *

    4Sarmede_Flower_Jesus Cineros illustration workshop_taken by Yodchat Bupasiri

    *

    “A herbarium is a classification, a system that arranges the plant world. In the exercise we will combine the structure and rigorous classification with pictorial language. We will not collect plant species and subspecies but instead colors, lines, and textures.” – Jesús Cisneros

    จากบันทึกตอนแรกที่เล่าไว้ว่า เปิดคลาสมาครูแจกซองพลาสติกใสให้ทุกคนแยกย้ายไปเก็บดอกไม้และพืชพรรณที่ตัวเองสนใจนำกลับมาพักไว้ที่ชั้นเรียน หลังจากนั้นพวกเราเรียนทำภาพพิมพ์ oil transfer อย่างที่ได้เล่าไว้ในตอนที่สอง หลังทำภาพพิมพ์เสร็จ ครูบอกให้เอาพืชทั้งหมดมาวางเรียงกันบนโต๊ะใหญ่ (ซึ่งโต๊ะที่โรงเรียนจะปูด้วยกระดาษทิชชู่เนื้อหนาแบบ Paper Towel ที่บ้านเราใช้กันในครัว แต่ขนาดจะใหญ่กว่ามาก จับม้วนกระดาษตั้งจะสูงเท่าตัวคน) พืชที่มีลักษณะรูปทรงคล้ายกันให้จัดกลุ่มอยู่ด้วยกัน ครูไม่ได้ให้จัดพืชตามสปีชีส์ แต่ให้จัดตามสี รูปทรงและพื้นผิว ผลที่ได้คือป่าขนาดย่อม

    *

    8Sarmede_Flower8_Jesus Cineros illustration workshop_taken by Yodchat Bupasiri

    *

    2Sarmede_Flower_Jesus Cineros illustration workshop_taken by Yodchat Bupasiri

    *

    5Sarmede_Flower_Jesus Cineros illustration workshop_taken by Yodchat Bupasiri

    *

    10Sarmede_Flower_Jesus Cineros illustration workshop_taken by Yodchat Bupasiri

    *

    สำหรับเรา นี่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการหาข้อมูลและแรงบันดาลใจเพื่อนำมาวาดภาพ ครูใช้วิธีการคล้ายกับตอนที่ให้ค้นหาและคลี่คลายรูปทรงจากตัวอักษรทั้งอังกฤษและไทยในวันแรก แต่ครั้งนี้เราใช้ทั้งรูปทรง สี และพื้นผิว จากดอกไม้จริง

    *

    sarmede workshop april2 copy

    *

    sarmede workshop april1 copy

    *

    sarmede workshop april10

    *

    ครูสาธิตเทคนิคสำหรับการวาดในครั้งนี้ นั่นคือการผสมผสานกันระหว่างการระบาย วาดเส้น และขูดขีดลงพื้นพื้นผิวของสีชอล์กน้ำมันและสีน้ำมัน + การใช้เทคนิค oil transfer ที่ได้เรียนมาแล้ว

    อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าบทเรียนนี้เราไม่ได้จะมาวาดให้เหมือนจริง หลักๆ เราใช้เพียงแค่รูปทรงและพื้นผิวของพืชพรรณมาเป็นแรงบันดาลใจ จะต้องวาดภาพเล็กๆ ทั้งหมด 12 ภาพ ส่วนสีนั้นครูไกด์ให้ว่าใน 12 ภาพนี้ควรใช้สีที่มีความคอนทราสกันมากๆ แต่ก็ยังดูเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันอยู่ (เพื่อที่จะนำเข้าสู่การทำงานขั้นถัดไป แต่ครูยังไม่บอกว่าเกี่ยวกันอย่างไร) เซ็ตข้างล่างนี้เป็นงานที่ครูทำขึ้นให้ดูเป็นตัวอย่างในชั้นเรียน ส่วนใหญ่จะดรอปสี และมีพาสเทลมาตัดกับสีสดๆ อย่างเขียวและเหลือง บางภาพคือตัดดำไปเลย

    *

    sarmede workshop april11

    *

    sarmede workshop april5

    *

    sarmede workshop april4

    *

    พอแยกย้ายกันไปทำงาน เราพบว่าวิธีการเลือกใช้ชุดสีของแต่ละคนนั้นน่าสนใจมากๆ รูปข้างล่างนี้รูปแรกเป็นการเลือกใช้สีสดใสของแมงโก้ เพื่อนคนไทยที่ไปเรียนด้วยกัน ส่วนรูปถัดมาเป็นภาพบนโต๊ะของคลอเดียและโรซานนา ชาวอิตาเลียน

    *

    sarmede workshop april6

    *

    sarmede workshop april7

    *

    ระหว่างนี้ครูจะคอยมาช่วยเลือกว่าโดยรวมควรเพิ่มหรือลดโทนสีอะไร ซึ่งดีมาก เพราะเราเองพอได้โจทย์แบบนี้ภายในเวลาอันจำกัดก็เริ่มเตลิดและใช้สีค่อนข้างมั่วเหมือนกัน

     

    *
    Jesus at sarmede illustration course

    *

    sarmede workshop april12

    *

    สุดท้ายคือได้ภาพรวมออกมาเป็นแบบรูปข้างล่างค่ะ ได้ 12 ภาพครบ เพิ่มดำเข้าไปให้สมดุลกัน มาจนถึงตอนส่งงานเซ็ตนี้ก็ยังจับทางไม่ถูกอยู่ดี เพราะพวกนี้เป็นกลุ่มสีที่เราไม่ค่อยได้ใช้ คงต้องใช้เวลาสักพักในการทำความคุ้นเคยกับระบบสีแบบนี้

    *

    sarmede workshop april14
    My sketches

    *
    ซึ่งพอหันมาดูงานของเพื่อนๆ ก็พบว่าโอ้โห! ใช้สีกันเก่งมากๆ !! เซ็ตข้างล่างนี้เป็นของเอเลน่า สาวอิตาเลียนที่น่าจะอายุน้อยที่สุดในชั้น สีเสื้อของเอเลน่าเหมือนกับสีที่เธอใช้ในงานไม่มีผิด
    *

    sarmede workshop april13
    Elena

    *

    ภาพข้างล่างนี้เป็นของนิโคล สาวไต้หวัน ซึ่งภาพของเธอหลงติดกระเป๋าเรากลับมาไทยด้วยสองภาพ (พื้นสีเขียวและพื้นสีส้ม แถวบนสุดนับจากทางขวา) ไม่รู้เหมือนกันว่ามาได้ยังไง จำได้ว่าตอนจบคอร์ส นิโคลบอกว่าเซ็ตที่เป็นดอกไม้จากตัวอักษรเธอโยนทิ้งถังขยะหมดเลยนะ ไม่เอากลับไต้หวัน ส่วนเราบอกว่าฉันเอากลับหมดเลยทุกสิ่งทุกอย่าง!

    *

    sarmede workshop april2014
    Nichole

    *
    สังเกตดูว่าเพื่อนๆ จะคลี่คลายรูปทรงและใช้พื้นผิวกันได้เก่ง อย่างเซ็ตข้างล่างนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของจูเลีย ทำตรงตามโจทย์เป๊ะเลย ใช้สีคอนทราสกันเก่งมาก รูปทรงจะเล็กๆ อยู่ตรงกลาง
    *

    sarmede workshop april15
    Julia

    *
    พอมาเป็นงานของโจอันนาผู้มาจากเยอรมัน รูปทรงจะใหญ่เต็มพื้นที่กระดาษ ชัดเจนเห็นง่าย  บางอันก็มีเว้นสเปซสวยงาม โจอันนนาขยันมาก ทำเกินมาตั้ง 4 ภาพ
    *

    sarmede workshop april16
    Johanna

    *
    ส่วนเซ็ตนี้เราจำได้แม่น เป็นของเคียร่า (เคียร่าเป็นคนที่แอคทีฟใน instagram พอสมควร ดังนั้นเราจะเห็นข่าวคราวงานของเธออยู่เป็นระยะๆ หลังจบคอร์สนี้เคียร่าก็มีนิทรรศการร่วมกับทางโรงเรียน และทำภาพประกอบให้หนังสืออีกหนึ่งเล่มด้วยนะ ติดตามงานของเคียร่าได้ที่ลิงก์นี้ )
    *

    sarmede workshop april17
    Chiara

    *
    สองเซ็ตสุดท้ายนี้ไม่แน่ใจว่าของใครเป็นของใคร ระหว่างคลอเดียกับโรซานนา แต่สมกับที่อยู่โต๊ะเดียวกันจริงๆ
    *

    sarmede workshop april18

    *

    sarmede workshop april19

    *

    หลังจากนั้นทุกคนเอางานมาดูร่วมกัน ครูมอบหมายโจทย์ใหม่ให้ เราจะขยายเป็นชิ้นงานจริงจากภาพเล็กๆ เหล่านี้ค่ะ

    *

    jesus at sarmede illustration course3

    *

    jesus at sarmede illustration course2

    *
    วิธีการเป็นดังนี้

    “We will also relate each image with a concept.
    1. Create a list of words with opposite concepts: day/night; land;water; moon/sun.
    2. Independently, create a series of images with plant motifs. Use, in these images, all the possibilities of graphic design vocabulary: point, line, spot, and geometry.
    3. Join words and images.” – Jesús Cisneros
    ให้มาดูว่าคู่คำไหนเป็นคู่คำที่เราชอบและพอจะจับคู่เข้ากับรูปได้
    *

    sarmede workshop april 20

    *

     

    sarmede workshop april21

    *
    แล้วจึงนำมาขยายเป็นงานจริงค่ะ สรุปว่าเราจะมีรูปใหญ่คนละสองรูป ที่มีความหมายตรงกันข้ามกัน นี่คืองานของทุกคนเมื่อนำมาเรียงรวมกัน

    *

    sarmede workshop april33

    *

    sarmede workshop april34

    *

    sarmede workshop april36

    *

    sarmede workshop april37

    *
    sarmede workshop april38

    *

    sarmede workshop april40

    *

    sarmede workshop april41

    *

    sarmede workshop april42
    *
    *
    เวลาทำสเก็ตซ์ เรามักจะทำสวยกว่าภาพจริงเสมอ แน่นอนว่าเป็นอย่างนั้นเพราะเวลาทำเสก็ตซ์เราผ่อนคลาย เราไม่คิดอะไรมาก แต่เมื่อไหร่ที่พอเรารู้ว่าต้องขึ้นงานจริงปุ๊ป จะเกิดอาการเกร็งกันขึ้นมา ดังนั้นก่อนที่จะมาถึงการทำภาพจริงนี้ ครูจึงได้สอนลำดับเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยให้เราไม่เกร็งจนเกินไปนัก และมีแนวโน้มที่จะได้งานที่ดีออกมา

    สเก็ตซ์เป็นแค่ไกด์ไลน์ของงาน เวลาขยายสเก็ตซ์ไปเป็นภาพจริงเราไม่จำเป็นต้องยึดตามนั้นไปเสียหมด แค่จับ mood and tone ของมันแล้วนำไปพัฒนาต่อค่ะ การทำเหมือนสเก็ตซ์เป๊ะๆ แค่ขยายให้ใหญ่ขึ้น อาจจำเป็นสำหรับงานบางประเภท แต่งานอีกหลายประเภทไม่ใช่แบบนั้น กระบวนการอย่างในเวิร์กชอปนี้จะทำให้เราเรียนรู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะไปต่อมากแค่ไหนค่ะ

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่เว้นไปนานมาก บล็อกเซ็ตนี้เราเริ่มเขียนตั้งแต่ปีก่อน (2560) แต่มาเสร็จเอาปี (2561) นี้ได้เพราะแรงกระตุ้นจากการเห็นภาพผลงานของพี่คนไทยที่ไปเรียน Sarmede ในปีนี้ค่ะ มันทำให้เราตกใจมากเพราะเป็นการเตือนตัวโตๆ เลยว่านี่เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปีจริงๆ แล้วนะ (Sarmede จะมีคอร์สทุกปี) ถ้าไม่เขียนให้จบในตอนนี้ก็อาจจะเขียนไม่จบอีกเลยก็เป็นได้ ^^

    หวังเหมือนกันว่าในปีหน้าหรือปีถัดๆ ไป เราจะมีโอกาสได้ไปเรียนที่นี่อีกค่ะ

    ไว้จะมาแชร์ประสบการณ์เรื่อยๆ นะคะ

    *** : ) ***

  • (For English please scroll down /ไทย)
    ชวนกันมาทำ monoprint แมงกะพรุนจิ๋ว หนึ่งในกิจกรรม Speed-Dating วันเปิดงานนิทรรศการกลุ่มร่วมกับศิลปินเยอรมันจาก Spring Magazin และศิลปินไทย อาจารย์ผึ้ง วิทมน ที่ร้านหนังสือ Fathom Bookspace (ร้านหนังสือบรรยากาศงามย่านสวนพลู)  งานนี้จัดขึ้นโดย Goethe Institut Thailand ค่ะ

    What skill can we learn in 15 minutes?
    Speaking new languages?
    Doing easy yoga poses?
    Quick cooking from new recipe?

    If you ask me, my answer is we can learn how do two small art pieces. Specifically, we can do two beautiful monoprint jellyfishes in 8×11 cm. paper size in 15 minutes and be proud of ourselves. : D

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 1 copy

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 3 copy

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 4 copy

    *
    *

     

     

    jellyfish workshop by yodchat 8 copy

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 9 copy

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 10 copy

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 11 copy

    *
    *
    *

    เมื่อเดือนก่อน คุณนิกกี้ สิริรัตน์ ติณะรัตน์ หัวหน้าศูนย์สารสนเทศและห้องสมุดสถาบันเกเธ่ ได้กรุณาติดต่อเรามา และเชิญให้แสดงงานกลุ่มร่วมกับศิลปินหญิง กาเทีย ฟูเกต์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่มศิลปินหญิงเยอรมันชื่อ SPRING และอาจารย์วิทมน นิวัติชัย รวมถึงแจ้งว่าจะมีกิจกรรมสนุกๆ Speed-Dating ในวันเปิดงานค่ะ นับว่าน่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมากสำหรับเราเลยทีเดียว งานที่เราคัดเลือกไปแสดงเป็นงานเซ็ตเรือฝันฯ (ซึ่งในตอนแรกได้แพลนเอาไว้ว่าจะนำมาจัดแสดงเมื่อปลายปีก่อน แต่ด้วยเหตุขัดข้องหลายอย่างจึงพักโครงการไปค่ะ) นั่นเองค่ะ

    แล้วอะไรคือ Speed-Dating กันนะ
    Speed-Dating เป็นวิธีที่มักใช้กันแพร่หลายเมื่อเราต้องการให้คนกลุ่มใหญ่ได้เวียนทำความรู้จักกันในเวลาจำกัดค่ะ ในกรณีวันเปิดงานนิทรรศการครั้งนี้ เรามีศิลปินสามคน และกลุ่มผู้ลงทะเบียนเพื่อทำความรู้จักศิลปินทั้งสามอีกสามกลุ่ม กลุ่มลงทะเบียนแต่ละกลุ่มมีเวลา 15 นาทีเพื่อที่จะได้พูดคุยและทำกิจกรรมกับศิลปินแต่ละคนค่ะ ดังนั้นภายใน 45 นาที ผู้ลงทะเบียนทั้งหมดก็จะได้เวียนพูดคุยและทำกิจกรรมกับศิลปินครบทุกคนเลยค่ะ

    *
    *
    *

    Last month, Sirirat Tinarat (Head of Infomation and Library from Goethe Institut Thailand) kindly asked me to join the female artist group exhibition and activity “Speed-Dating” on the exhibition opening day. She mentioned Berlin artist, Katia Fouquet, who represents the group of German female artist named SPRING and famous Thai artist Wittamon Nitwattichai. I was honoured to be invited. I chose six pieces of Whem My Dream Boat Comes Home set for this exhibition.

    *
    *

    poster group exhibition
    โปสเตอร์จากร้านฟาท่อม / Poster from Fathom Bookspace

    *
    *

    18209206_932394793569359_3891010695827822170_o
    โปสเตอร์จากเกอเธ่ค่ะ / Poster from Goethe-Institut

    *
    *
    What is Speed-Dating?

    Normally Speed-dating process will be used when you have a large group of people and want to match them in very short time. In our case, we had 3 artists (Katia, Wittamon, and me-Yodchat), and we wanted all paticipants had chances to talk with every artist within 45 minutes. All participants were grouped in 3 sets, and our facilitators gave 15 minutes to each group to talk with each artist. And when 45 mintues ended, all participants finished talking with three artists. It was a Speed-Dating rotation sequence.

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 12 copy


    *
    *
    แล้วทำไมถึงเลือกทำแมงกะพรุนล่ะ

    เนื่องจากแมงกะพรุนเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำงานของเราค่ะ และด้วยเทคที่โมโนปริ้นท์ที่เราใช้นั้นสนุกและง่าย ใช้เวลาราว 15-20 นาทีก็ทำเสร็จ (แต่จริงๆ ทางผู้จัดมีเวลาให้คนละ 15 นาทีเท่านั้นนะ!) ดังนั้นจึงคิดว่าถ้าชวนให้ทุกคนมาลองทำแมงกะพรุนกันคนละสองตัว น่าจะทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจกระบวนการทำงานของเราได้ในระยะเวลาอันสั้นค่ะ

    จากการลงมือทำจริงนี้ เพียงแค่ภายใน 15 นาที ทุกคนก็ได้เรียนรู้แล้วว่าจะพิมพ์พื้นผิวทะเลจากสีน้ำได้อย่างไร ทีแปรงแบบไหนที่ตัวเองชอบ ได้ลองผิดถูกจนเจอพื้นผิวและสีสันที่ลงตัว หลายคนนั้นพอพ้นเวลาที่กำหนดไปแล้วก็ยังวกกลับมานั่งทำแมงกะพรุนต่อกันอีกด้วยนะคะ ซึ่งเราดีใจมากๆ ที่ได้รับผลตอบรับดีขนาดนี้ : )

     

    Why jellyfishes?

    I have always been fascinated with jellyfishes. This how I cured my anxieties: I sit and watch them for many hours. They are also my inspiration for my works.

    *
    *

    Sharjah2016_Yodchat Bupasiri_Thailand
    When My Dream Boat Comes Home

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 13 copy
    When My Dream Boat Comes Home

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 14 copy
    When My Dream Boat Comes Home

    *
    *

    yodchat bupasiri_Goethe copy

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat15 copy

    *
    *

    My jellyfishes were made from monoprint paper, messy thread, and clear sticker sheet. For me, it took about 5 mintues to finish one jellyfish. When it comed to Speed-Dating, I though doing jellyfishes was a good choice to introduce myself and my works instead of talking about my career path.

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 16 copy
    photo credit: Teerapong Seetaso

     

    *
    *

     

    jellyfish workshop by yodchat 17 copy
    photo credit: Teerapong Seetaso


    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 18 copy (สำเนา)
    Photo credit : Teerapong Seetaso


    *

    In 15 minutes, they experienced the feeling, in the same way of mine, of doing monoprint with watercolor. When they tried to print for the first time, they may failed because they did not know how to control their brush strokes, then they knew how to print in the way they like in the second or third time.

    They experienced how fun it was when they played with textures, without thinking about right or wrong, then they got their own signatures.

    *

     

    jellyfish workshop by yodchat 19 copy
    photo credit: Teerapong Seetaso

    *
    *

     

    jellyfish workshop by yodchat 20 copy
    photo credit: Teerapong Seetaso

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 21 copy
    Photo credit : Teerapong Seetaso

    *

    jellyfish workshop by yodchat 22 copy
    Photo credit : Teerapong Seetaso

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 23 copy
    Photo Credit : Teerapong Seetaso

    *
    *

    jellyfish workshop by yodchat 24 copy
    My jellyfish

    *
    *

    IMG20170518192257 copy

    *
    *

    IMG20170518202801 copy
    2.5 year-old-artist

    *
    *

    จับภาพหน้าจอ 2560-05-21 เวลา 18.05.16
    Nicolas Verstappen, lecturer at Chulalongkorn University, joined my workshop!

    *
    *

    jellyfish workshop yodchat newset 1 copy
    คุณกุ๊กไก่ หนึ่งในเจ้าของร้านฟาท่อมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ ก็มาร่วมทำแมงกะพรุนด้วยค่ะ / Kookkai is the co-owner of Fathom Bookspace. She also joined our jellyfish workshop too. ❤

    *
    *

    jellyfish workshop yodchat newset 5 copy
    He is an engineer and he love arts. : ) / คุณวิศวกรผู้รักศิลปะท่านนี้ก็ทำแมงกะพรุนออกมาได้สวยงาม

    *
    *

    จับภาพหน้าจอ 2560-05-21 เวลา 17.53.24
    That’s beautiful!! / แมงกะพรุนสองตัวนี้ก็สวยมากๆ เลยค่ะ

    *
    *

    18588915_451167331902717_8228982268266035258_o copy
    Mango and her jellyfishes / ขอบคุณแมงโก้ที่คอยมาให้กำลังใจอยู่เสมอ!

    *
    *
    *
    *
    *

    I would like to say a big Thank You to Sirirat Tinarat, Goethe Institut Thailand, Pahnpahn Pattaraanong and Kookkai from Fathom Bookspace, Katia Fouquet, Wittamon Niwattichai, all of my friends and all workshop participants. The opening day was wonderful! All of illustrations are amazing! You can find more photos at Goethe Institut Thailand and Fathom Bookspace facebook pages.

    For more information, please visit EXHIBITION AND SPEED-DATING
    “SPRING”: FEMALE PERSPECTIVES IN COMICS.
    *
    *
    *
    *
    ขอขอบคุณคุณนิกกี้ ทางสถาบันเกอเธ่และร้านฟาท่อม ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นมานะคะ ขอขอบคุณเพื่อนๆ และผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทุกคนด้วยค่ะ ในวันงานเราวุ่นมากจริงๆ จนพลาดโอกาสถ่ายภาพ Speed-Dating ของคุณกาเทียและอาจารย์ผึ้งไปตั้งหลายช็อต แต่สามารถไปชมภาพบรรยากาศโดยรวมย้อนหลังกันได้ที่เพจเกอเธ่และเพจฟาท่อมค่ะ

    งานจะจัดแสดงไปจนถึง 30 มิถุนายน 2560 และร้านปิดทุกวันพุธค่ะ
    (และถ้าใครพลาดเวิร์กช็อปแมงกะพรุนในวันเปิดงาน เร็วๆ นี้เราจะมีเวิร์กช็อปลักษณะใกล้เคียงกันจัดขึ้นกับทางร้านฟาท่อมอีกนะคะ ยังไงจะมาแจ้งข่าวให้ทราบกันค่ะ)

    IMG20170518203633 copy
    Me , Katia , Pahn

    *

    18588969_451161658569951_7504071374138658235_o copy
    Me , Katia + Jacob Hinrichs + their lovely son ❤

    *

    *

     

    VDO credit:  Goethe Institut Thailand

    ** : ) **

  • For English please scroll down / ไทย )
    ความทรงจำ สีน้ำมัน และไฮกุ
    How to swim in our memories with oil transfer technique and Haiku. 

    Mango and me, taken in front of our classroom / แมงโก้และเรา ภาพนี้ถ่ายที่หน้าห้องเรียนค่ะ

     


    :: Jesús Cisneros’s illustration course 10 – 15 April 2017 at Scuola Internazionale d’Illustrazione di Sàrmede ::

    Part2
    (For part 1, please follow this link   , and this link for part 3 )

    *

    How changed you are!  Where did you learn to be such a good boy? ‘

    ‘Oh, I’ve learned a great many things.’

    ‘Like what?’

    ‘That the Devil is not so devilish. That insects and reptiles are not so bad, that drawing is not so hard, that falling in love is beautiful, that there’s nothing quite as good as having friends, that happiness exist, and sometimes happiness has the face of a dog. That being brave means being scared but not paying attention to it, not caring about the fear. That being locked in a tower can be almost fun; that writing keeps memories alive, and that seeing one’s mother again is the greatest happiness of all. ‘

    ‘You’ve learnt a lot. Who taught you all this? Which books did you read? Which tower are you talking about? Who have you met?

    The Topless Tower (p. 53) / La torre sin fin ✏ written by Silvina Ocampo ✏ translated by James Womack ✏ published by Hesperus Press Limited

    *

    the view in front of our classroom / หอนาฬิกาหน้าห้องเรียนของพวกเราค่ะ เดินถัดไปอีกหน่อยจะมีร้านขายกาแฟและไอศกรีม



    *

    ในงานของนักเขียนหญิงชาวอาร์เจนตินา ซิลวินา โอแคมโป ที่ชื่อ “The Topless Tower” เด็กชายวัยแปดขวบหลงเข้าไปในภาพเขียนหอคอยไร้หน้าต่าง ไร้ประตู ที่ชายแปลกหน้านำมาเร่ขาย เขาหาทางออกไม่ได้ สองสิ่งที่เขาทำได้ในหอคอยนั้นคือการวาดภาพและการเขียน

    เขาพยายามวาดภาพสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ บุคคลที่รัก-ภาพแม่นั่งถักนิตติ้งอยู่ใต้ต้นไม้ เขาวาด ตา ปาก หู จมูก และผมของแม่ “He drew a thousand mounts as he tried to remember his mother’s mouth, a thousand heads of hair as he tried to remember hers, a thousands noses, a thousand ears, a thousand necks, a thousand eyes, a thousand hands.” สถานที่ที่เคยไป-ภาพแม่น้ำที่เขาเคยลงไปแหวกว่าย ต้นวิลโลว์บนฝั่ง เรือใบที่แล่นผ่านไปซึ่งคล้ายกับผีเสื้อ สิ่งที่เขาชอบ-จักรยานแข่ง คอมพิวเตอร์ และสิ่งที่เขาอยากกินอย่างพาย องุ่น และแอปเปิ้ล ในที่สุด เขาวาดภาพสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะวาดเพราะมันไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขามาก่อนเลยนั่นคือสาวน้อยน่ารักที่ชื่อ Ifigenia

    Ifigenia บอกเขาว่าเธอมีชีวิตอยู่ในรูปภาพ “I live wherever it is a drawing lives. I can’t tell you more. This is the first bit of world I’ve seen, the first air I’ve breathed, the first sensations I’ve felt, the first object I’ve touched.” เธอสงสัยเสียจริงว่าทุกอย่างที่เด็กชายวาดขึ้นมานั้นจะกลายเป็นความจริงหมดเลยหรือ “Everything I’ve drawn until now, at least”  เด็กชายตอบ

    *
    *

    lunch time with beautiful landscape near our classroom / ที่นั่งกินอาหารกลางวันของพวกเรา มองออกไปเห็นวิวกว้าง (แดดจ้าทุกวันเลยค่ะ)

    *

    *

    ในชั้นเรียนของคุณครูเฆซุส พวกเราได้เรียนรู้เทคนิคที่ชื่อว่า Oil transfer ครูบอกพวกเราว่านี่เป็นเทคนิคที่ครูคิดขึ้นมาระหว่างทดลองทำงาน อุปกรณ์ที่ต้องใช้มีสีน้ำมัน น้ำมันลินสีด แปรง กระดาษสาญี่ปุ่น และกระดาษสำหรับพิมพ์งาน ครูให้พวกเราวาดสามสิ่ง นั่นคือ นก แมลง และพืช

    *

    *

    After flower alphabet lesson, Jesús began the new technique which required a lot of oil color and Japanese paper. This technique was called Oil Transfer.  Jesús told us that nobody teach him this technique. He has found it by himself. I was impressed. I never knew that we could use oil color with normal paper. For me, oil color was for canvas. But in this class, we had a chance to learn his unique language; how could we ‘speak’ our personal things though this oil transfer process.

    *
    *

    IMG20170410173906
    Chiara / เคียร่า

    *

    IMG20170410173858
    Chiara’s table / โต๊ะของเคียร่า ได้นกกระยางมาหนึ่งตัว และต้นไม้หนึ่งต้น : )

    *

    วิธีการทำนั้นมีขั้นตอนง่ายๆ เราใช้กระดาษเปล่าที่มีความหนาเกิน 100 แกรมมาเป็นแม่พิมพ์งาน โดยทาสีน้ำมันลงไปให้ทั่วบริเวณที่ต้องการพิมพ์ จากนั้นใช้กระดาษสาญี่ปุ่นซับสีส่วนเกินออกจากกระดาษที่เป็นแม่พิมพ์ อาจะใช้ฟองน้ำหรือกระดาษทิชชู่ช่วยซับเพื่อความสม่ำเสมอของระนาบสี

    จากนั้นวางกระดาษที่เป็นแม่พิมพ์คว่ำลงบนกระดาษที่ต้องการพิมพ์ ใช้ดินสอวาดภาพลงไปบนกระดาษแม่พิมพ์ที่คว่ำอยู่ หากต้องการพื้นผิวจากสีน้ำมันที่นอกเหนือไปจากลายเส้นให้ใช้กระดาษทิชชู่หรือฟองน้ำกดย้ำน้ำหนักบริเวณที่ต้องการ เมื่อยกแม่พิมพ์กระดาษออกเราจะเห็นลายเส้นและพื้นผิวที่เรากด ปรากฏอยู่บนกระดาษที่ต้องการพิมพ์ ผลลัพธ์ที่ได้จะคล้ายกับภาพพิมพ์โลหะร่องลึกหรือ Etching ค่ะ

    *

    IMG20170410173810
    Claudia / บนโต๊ะของคลอเดีย

    *

    IMG20170410173744
    Rosana / บนโต๊ะโรซานน่า

    *

    IMG20170410173842
    Julia / จูเลียก็วาดนกกระยางเหมือนเคียร่าเลย

    *

    IMG20170410173719
    Johanna / โจอันน่า เพื่อนร่วมโต๊ะของเราทำไปได้หลายแผ่นแล้ว

    *

    IMG20170410173615
    Nichole and Elena / นิโคลและเอเลน่า

    *

    IMG20170410173804

    *

    IMG20170410173757
    Rosanna’s sketchbook / โรซานน่าทดลองพื้นผิวจากเทคนิค oil transfer

    *

    The process is simple. It is planographic printing which means printing from flat surface. The image is created by applying oil color on one piece of first paper (this paper as plate for printing) , then using Japanese paper to absorb some thick oil color on that paper. After that lay this paper on to second paper (paper for the outcome printing) , rub or draw on the another side of first paper then all lines and textures will appeared on the second paper.

    *

    IMG20170410155408
    Jesús explained how to do oil transfer technique. / คุณครูอธิบายเทคนิค


    *

    Jesús explained how to do oil transfer techinque. / ตัวอย่างงานน่ารัก !

    *

    My first oil trasfer illustration / บนโต๊ะของเราเอง ทดลองวาดใบไม้เป็นภาพแรก

    *

    My oil transfer insect illustrations / ถัดมาก็เป็นแมลงลูกผสม


    *

    My oil transfer insect illustration / เริ่มทดลองกดน้ำหนักอ่อนแก่ให้แตกต่างกันในแต่ละจุด

    *

    My oil trasfer plant illustrations / ทดลองวาดรูปพืช ลายเส้นข้างหลังเกิดจากฝีแปรงที่ไม่สม่ำเสมอ

     

    *

    It was like using carbon paper for typewriter. I could controlled how hard the texture would be by limiting my hand preseure on paper. The results were nearly etching printing.

    *

    Jesús asked us to draw birds, insects and plants. Here were my classmates works. Their lines were so free, simple and clean. Comparing to mine, I found that at some point I was not relaxed as I thought. Little by little, I did understand, not by my head but my hands, oil transfer technique could gave me a freedom to draw in many ways.

    *

    *

    *

    นี่คือผลงานของเพื่อนๆ ค่ะ น่ารักมาก ลายเส้นสะอาด และเรียบง่าย จนพอกลับมาดูผลงานตัวเองแล้วรู้สึกว่าเกร็งไปสักนิดหรือเปล่านะ พอได้เห็นลายเส้นหลายๆ แบบแล้วก็พบว่าเทคนิคนี้มีอะไรให้เล่นสนุกได้อีกเยอะ

    *

    *

    *

    *

    *

    Because there were only 10 students, we had enough space to group our works on the table and see together.

    เมื่อวาดเสร็จแล้วทุกคนก็นำงานออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะยาวค่ะ งานของนักเรียนสิบคนนี่ก็เต็มโต๊ะแล้วล่ะ

    *

    (left to right) Claudia, Johanna, Nichole, Jesús and Mango / ซ้ายไปขวาคือคลอเดีย โจอันนนา นิโคล ครูเฆซุส และแมงโก้

    *

    เราชอบเวลาที่ทุกคนเอางานมาวางเรียงกันเต็มโต๊ะค่ะ มองดูแล้วเหมือนป่าขนาดย่อม

    *

    *

    *

    *

    *

    *

    *

    Then Jesús finished his writing on the white board. There were 10 Japanese poems or Haiku for us. We could chose one Haiku that we like and matched it with our selected two oil transfer illustrations. We used these two illustration as sketches and continue to develop them to six illustrations related to our interpretation from the selected Haiku.

    *

    *
    I chose Haiku number four.

    “I speak the language of the flower

    In vain:

    The flower does not answer me. “

    For illustrations, I chose bird and insect.

    *

    My mini book: Haiku illustration

    *

    My Haiku illustration

    *

    หลังจากวาดนก แมลง และพืชเสร็จ ครูให้เราดูไฮกุสิบบท ให้เลือกมาหนึ่งบทที่เราชอบ และคิดว่าเข้ากับภาพ oil trasfer สองภาพที่เราจะต้องเลือกจากงานทั้งหมดที่ทำมา เราเลือกภาพนกและแมลง และเลือกไฮกุบทที่สี่

    “I speak the language of the flower

    In vain:

    The flower does not answer me. “

    ครูให้เรานำภาพที่เลือกมาพัฒนาต่อ เป็นการตีความบทกวีมาเป็นภาพโดยใช้ภาพนกและแมลงเป็นภาพอ้างอิงเริ่มต้น ผลที่ได้คือหนังสือเล่มจิ๋วข้างล่างนี้ค่ะ

    เราตีความไฮกุบทนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและถ้อยคำที่จะใช้สื่อสารกันได้ก็ถูกทำลายลง เราวาดผู้หญิงที่เป็นครึ่งคนครึ่งนก และผู้ชายที่เป็นครึ่งคนครึ่งแมลง ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ถัดมาแมลงก็ถูกกิน(ทำลาย)โดยนก แต่ในท้ายที่สุดผู้หญิงกลับกลายเป็นครึ่งคนครึ่งแมลง และผู้ชายกลายเป็นครึ่งคนครึ่งนก ต่างฝ่ายต่างหลงเหลือร่องร่อยของอีกฝ่าย(หรือกลายมาเป็นอีกฝ่าย)โดยไม่รู้ตัว
    *

    My Haiku illustration

    *

    My Haiku illustration

    *

    My Haiku illustration

    *

    I speak the language of flower in vain

    *

    My interpretation from this Haiku was about complicated relationship which words were destroyed. There, I had half-bird woman and half-insect man. They coud not understand each other, then one destroyed another ( bird eat insect). But after that, woman became to half-insect and man became to half-bird. They left some part of themselves to each other.

    *

    *

    *
    *
    Haiku allowed us to pull out our memories. The way Jesús arranged this illustration making process was amazing. He did not tell us what were we going to do. Step by step, we traced our experiences through our lines. We knew birds, insects and plants. We recalled and transformed them in our head or may be our heart. Almost like the flower alphabet lesson but a little bit different; the moment you transfered your drawings you thought twice, first was “what am I going to draw?” and then “How could my drawing looks like after I press this trasfer paper?”

    Poems had many hidden massages. You had to think twice when you read them. Oil transfer thinking process was close to the way we read poem.

    Jesús did not tell us that we were going to make illustrations for Haiku because he encouraged us to explore our experiences and memories. When we got them, he gave us many choices to go further. He gave us poems and of course we selected the one that related to our lives.

    *
    *

    *

    *

    *

    *

    วิธีที่คุณครูลำดับการสอนนั้นน่าประทับใจมาก ครูไม่ได้บอกเราว่ากำลังจะทำหนังสือ หรือวาดภาพประกอบบทกวี ครูแค่แนะนำเทคนิค oil transfer และให้เราทดลองวาดพืชและสัตว์ และนั่นนับเป็นการสเก็ตช์งานโดยไม่รู้ตัว ถัดมาครูเปลี่ยนจากเลือกภาพมาเป็นคำ เป็นบทกวี และไฮกุอนุญาตให้เราดึงความทรงจำของตัวเองออกมาผ่านถ้อยคำสั้นๆ เราก้าวไปอีกขั้นโดยการนำภาพสเก็ตซ์มาตีความต่อโดยผ่านบทกวี ลายเส้นง่ายๆ เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเรารู้ตัวว่าเรากำลังจะทำอะไร

    ที่น่าสนใจคือการจับคู่ไฮกุกับเทคนิคนี้ เราคิดว่ามันมีบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน สำหรับบทกวี เราต้องอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ นั่นเท่ากับเป็นการอ่านซ้ำ เช่นเดียวกับเทคนิค oil transfer ที่ต้องวาดซ้ำและวาดผ่านสิ่งที่จะทำให้เกิดร่องรอย พอสองอย่างนี้มาบรรจบกันมันจึงมีความลึกเมื่อเราจุ่มตัวเองลงไปในขั้นตอนการตีความ

    *

    *

    *

    *

    *
    We went back to the sketch table. Jesús opened his sketchbook and showed us how to combine two different things to make the new one. The examples were taken from our oil transfer drawing.

    จากโต๊ะบทกวีไฮกุ เราย้ายกลุ่มกลับมาที่โต๊ะสเก็ตซ์งาน ครูได้บันทึกรูปร่างพืชและสัตว์ที่พวกเราสเก็ตซ์ผ่าน oil transfer กันเอาไว้ ครูนำพวกมันมาผสมกัน เช่น แมลง + พืช / นก + ดอกไม้   ครูบอกว่านี่เป็นวิธีในการสร้างรูปทรงและความหมายใหม่ๆ ขึ้นมาค่ะ

    *

    *

    Jesús’s sketchbook : insects + flowers / flowers + birds / plants + insects สมุดสเก็ตซ์ของคุณครู

    *

    Jesús’s sketchbook: plants + flower + birds สมุดสเก็ตซ์ของคุณครู

    *

    Jesús’s sketchbook : insects + plants + birds สมุดสเก็ตซ์ของคุณครู

    *

    *
    These were slide showing Jesús’s oil transfer works which were very beautiful.

    One thing that I has to mention here is Jesús is not draw from any photos. He draw from his memories. When one has remembered/collected enough precious things, one has found his own library .

    ครูเฆซุสไม่ได้วาดภาพจากรูปถ่าย ทั้งเส้น สี และความรู้สึกที่ปรากฏอยู่บนภาพเหล่านั้นถูกเก็บสะสมและถูกเรียกออกมาใช้จากห้องสมุดความทรงจำของครูเอง และภาพข้างล่างนี้เป็นผลงานส่วนหนึ่งของครูค่ะ

    *

    *

    *

    *

    *


    *

    *
    *
    ( To be continued / รอติดตามตอนต่อไปนะคะ)

    *** : ) ***

  • ตาของเรา มือของเรา และใจของเราที่ Sàrmede (For English please scroll down /ไทย)

    :: Jesús Cisneros’s illustration course 10 – 15 April 2017 at Scuola Internazionale d’Illustrazione di Sàrmede ::
    Part1 (please follow this link for part 2 , and this link for part 3)

    ชั้นเรียนของเรามีด้วยกันทั้งหมด 10 คนค่ะ มีเราและเพื่อนของเรา-แมงโก้ ที่มาจากไทย นิโคลจากไต้หวัน โจอันนาจากเยอรมัน(เธอรู้ทั้งสเปน เยอรมัน และอังกฤษเลยช่วยเราได้มากในชั้นเรียน) เอเลน่า คลอเดีย โรซานนา จูเลีย และคิอาร่า ห้าคนนี้เป็นอิตาเลียนทั้งหมดค่ะ

    ครูของเรา เฆซุส ซิสเนโรส มาจากเม็กซิโกและพูดได้แต่ภาษาสเปน ได้อิตาเลียนเล็กน้อยเพราะเรียนมาก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน (ครูเขียนบันทึกแล้วอ่านให้พวกเราฟังเป็นอิตาเลียน หลังจากนั้นก็พูดสเปนให้โจอันนาแปลให้พวกเราที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ฟังกันอีกทีค่ะ) ครูสื่อสารอังกฤษได้เล็กน้อยแต่ว่าครูก็พยายามที่จะสื่อสารกับพวกเรามากเลยค่ะ

    ความรู้รอบและรู้ลึกซึ้งของครู ทำให้เราอยากพูดภาษาสเปนได้ ถ้าได้คุยเรื่องหนังและวรรณกรรมในภาษาแม่ของครูจะต้องสนุกมากแน่ๆ

    There were 10 students in our class: me and Mango from Bangkok, Johanna Schmal from Germany, Nichole from Taiwan, Elena/Julia/Chiara/Rosanna and Claudia from Italy. Our wonderful teacher was Jesús Cineros from Mexico. He has learned Italian since March so he could communicated in Italian a little bit. He was very kind and tried to explain lesson step by step for me and Mango in English too.

    Fortunately Johanna can speak both Spanish and English then she translated Spanish for me and Mango all the time! Without Johanna we couldn’t understand some complex part of lessons. However I would like to learn Spanish in someday. Talking with our teacher about literature and movies directly in Spanish must be fun!   : )

    There were some historical topics about this tree that Jesús told our classmates but I couldn’t follow it because I walked very slow and when I came to this tree everyone was nearly gone! *,,*

    *

    Jesús was explaining.

    อากาศวันแรกสดใสมาก นกร้องกันจุ๊บจิ๊บไม่หนาวเกินไป แต่แดดค่อนข้างแรง เราไม่ได้เอาหมวกไป พอเข้าที่ร่มก็หน้ามืด วูบไปเล็กน้อยเหมือนกัน

    The weather was around 18-19 c in the afternoon. There was a strong and bright sunshine. The sky was clear. We heard birds sang. It was a perfect day.

    Claudia and Johanna were observing plants.

    *

    ครูพาไปเก็บพืชพรรณเอาไว้เป็นแรงบันดาลใจในการวาดรูปที่บริเวณบ้านของศิลปินอิตาเลียน กาเบรียล พาเชโค (แต่เราไม่แน่ใจว่าอยู่แบบเป็นการแชร์บ้านกับใครอีกหรือเปล่า หรือเป็นช่วงศิลปินพำนัก แต่ก็ขอเรียกบ้านของคุณพาเชโคเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจนะคะ) ครูให้ซองพลาสติกเล็กๆเอาไว้ใส่พืชด้วย เราเก็บกันจนล้นถุง

    We began by walking through the greeny hills near villa of Italian artist, Gabriel Pacheco.

    Jesus gave us little plastic bags and told us to collect plants that we like.

    Jesus tried to capture photo of butterfly. 🙂

    แมงโก้ประทับใจมากค่ะ เก็บไปยิ้มไป : ) ส่วนครูเราอ่อนโยนที่สุด เจอผีเสื้อก็ชี้ชวนให้เราดูและครูก็ทำตาวิ้งเป็นประกายก่อนจะถ่ายรูปเก็บไว้

    I took different leaves, colorful flowers, and strange but beautiful tiny plants. Mango loved this processs so much. She smiled all the time we collected plants.

    *

    Mango found something very interesting!

    *

    Finished!

    *

    แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้ากลับไปบ้านคุณพาเชโคกันค่ะ

    We went back to Gabriel Pacheco’ house.

    *

    The view near Pacheco’s house.

    Actually I was not sure that this was Gabriel Pacheco’s house or he shared it with other (or he lived as an artist in residence) but may I used word “Pacheco’s house” to identify this place in this blog post. 

    บ้านน่ารักและบรรยากาศดีมากเลยค่ะ แต่ข้างในหนาวเล็กน้อย พวกเรานั่งกินอาหารกลางวันด้วยกัน รวมทั้งคุณพาเชโคด้วย ทุกคนคุยกันออกรสมาก แต่ก็แน่ล่ะ เป็นอิตาเลียนทั้งหมดเลย แต่ก็มีหลายช่วงที่เราพอจับใจความได้บ้างเหมือนกัน  เช่นเรื่องการประกวด Silent Book

    I fell in love with this house! There were many lovely details such as fresco in one side of the wall and the cat and the flowers!

    After finished our plants things we ate lunch with Pacheco. All of conversation was in Italian but I could followed some topic. : D

    *

    *

    *

    *

    *

    Gabriel Pacheco and our classmate

    *

    หลังมื้อกลางวัน คุณพาเชโคพาพวกเราขึ้นไปดูสตูดิโอด้วยค่ะ แสงสวยและสเปซดีมากๆ

    After lunch, Pacheco was very kind to invite us to visit his studio upstair. It was beautiful and very well organized.

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio plus my face : D

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    Gabriel Pacheco’s studio

    *

    หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งรถกลับไปที่ห้องเรียน ซึ่งอยู่บนเนินเขาคนละลูกกัน เรากลับไปดูผลงานการดรอว์อิ้งเมื่อเช้า ซึ่งโจทย์ของครูคือ ให้ใช้เส้นสายของตัวอักษร(ภาษาใดก็ได้)มาเป็นแรงบันดาลใจในการวาดฟอร์มดอกไม้ค่ะ เราว่านี่เป็นวิธีที่ฉลาดมากในการรวบรวมสเก็ตซ์ที่จะนำไปใช้กับงานอื่นต่อไป เพราะจากทรงของตัวอักษรเพียงไม่กี่แบบ พวกเราก็สามารถคิดค้นดอกไม้ในรูปทรงที่แตกต่างกันได้เยอะมากแล้ว และการใช้หมึกจีนก็ทำให้ได้เส้นที่เป็นอิสระ กระดาษที่พวกเราใช้ก็ล้วนเป็นขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นทุกคนสามารถวาดต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีแรงกดดันในการวาด

    *

    Then we went back to our classroom which was located on another hill. We couldn’t walk because it was very far. After setting myself in the car I felt a little bit sleeply! However,  our class would continued until 6 pm so I had to refresh myself.  ; )

    *

    *

    *

    Actually there was another lesson before collecting plants in the afternoon. Jesús let us explored flower forms from alphabet.

    *

    Jesús showed us some Chinese calligraphy.

    *

    Jesús showed us how to draw flowers from alphabet.

    *

    เราเลือกใช้ทั้งตัวอักษรไทยและอังกฤษค่ะ เราพบว่าตัวอักษรไทยนี่ก็เหมือนดรอว์อิ้งอยู่ในตัวมันเองแล้วด้วยเหมือนกัน

    I chose to draw from Thai and English alphabets. The results were very interesting. Thai alphabet itself looks similar to drawing.

    *

    Our classmate works

    *

    After collecting plants,  we reviewed it together.

    *

    My flowers from Thai alphabet.

    *

    *

    I thought it was very smart to take lines of alphabet as an inspiration for drawing.  I could changed plus invented may forms from this process. We used Chinese ink with small white paper(half size of a4) so it didn’t take much pressure for us to draw. Chinese ink gave free lines/strokes. It was perfect technique for this lesson.

    ( To be continued / รอติดตามตอนต่อไปนะคะ)

    *** : ) ***

  • “ถึงมันจะเป็นแค่เวิร์คช็อป 1 วัน แต่เรารู้สึกว่าข้างในตัวเราในเวลา 11 โมงกับ 4 โมงเย็นต่างกันพอควร”

    Mango’s note: “เราทดลองแต่ละกระบวนการด้วยเริ่มต้นจากนับ 1, 2, 3, 4 ก็จริง แต่พบว่าบางอย่างไม่ต้องเกิดขึ้นแบบเป็น consequences หรอก ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนี้ เพื่อให้เกิดสิ่งนั้น จะว่าไปมันก็เป็นโมเมนต์ที่เซนมากๆ ที่ได้เห็นความจดจ่อที่เรากระทำด้วยเทคนิคแบบหนึ่ง พาไปสู่อีกรูปร่างหรือการใช้งานอีกอย่างที่ไม่ได้อยู่ในแผนการแรกเริ่ม แต่ทั้ง 2 กระบวนการกลับมีความเข้ากันได้ และเราพอใจที่ได้เห็นมันอยู่ร่วมกันแบบนั้น จังหวะนั้นแหละที่รู้สึกว่าเซนมากๆ

    Nawara_Mango Moment_2013
    Mango’s diary by Mango Moment 2013 ภาพวาดของ Mango เมื่อ 4 ปีก่อน

     

    Nawara_Mango Moment_2014_2
    Mango’s diary by Mango Moment 2014 ภาพวาดของ Mango เมื่อ 3 ปีก่อน

     

    หลังจากไม่ได้วาดรูปมาเป็นปีๆ การฝึกใช้ทั้งหมึกจีน สีน้ำ สีฝุ่น สเก็ตช์การเคลื่อนไหว ทดลองหาความเป็นไปได้หลายๆ แบบด้วยกระดาษและพู่กันที่ต่างกัน เหมือนทำให้เราได้เข้าไปสะกิดอะไรบางอย่างข้างในให้ออกจากภาวะเงื่องหงอยซึมเซาซะที

    texture7 Mango

    texture6 Mango

    texture8 Mango

    texture10 Mango

    texture1_mango

    texture2 Mango

    texture3 Mango

    texture11 Mango

    IMG20170312115127 copy

    mini workshop_Mango Moment2 copy


    ถึงมันจะเป็นแค่เวิร์คช็อป 1 วัน
    แต่เรารู้สึกว่าข้างในตัวเราในเวลา 11 โมงกับ 4 โมงเย็นต่างกันพอควร ความกล้าๆ กลัวๆ ลดน้อยถอยลง ไม่ค่อยเกร็งหรือคิดสะระตะว่า การป้ายสีแบบนั้น กดน้ำหนักแบบนี้จะนำไปสู่อะไร แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าปล่อยให้ข้างในตัวเองพาไปอย่างที่พี่ปลายไกด์ให้หรอกนะ แค่รู้สึกสบายใจขึ้น กรุ้มกริ่มทั้งในใจและนอกใจว่าเพลินดีจังเลย พร้อมกับประหลาดใจไปด้วยว่า กระดาษยับยุ่ยกับหมึกจีนกลายเป็นผีน้อยพิทักษ์ป่าได้ยังไง ไหนจะหนอนอวกาศที่เกิดจากการป้ายสีแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้อีก…” – ณวรา หิรัญกาญจน์ (Mango Moment)
    little ghost making process3 copy

    little ghost making process5 copy

    little ghost making process6 copy

    little ghost making process7 copy

    little ghost making process4 copy

    little ghost making process1

    IMG20170312165659 copy
    process of making little ghost
    edited2_Nawara_Little_ghost01 copy.jpg_72dpi
    Mango’s forest

    Yodchat*Tinyline’s note : แผ่วเบาก็เท่าเพียง-แต่เสมอเธอจะรับ ครามหอมเธอย้อมมา ย้อนเวลาไม่กลายกลับ” สิ่งใดที่ผลิบานแล้วจะกลับมางอกงามอีก สีทองของเสียงระฆังที่เคยกังวานแล้ว จะกลับมาก้องกังวานอีก – มันมีพื้นที่แบบนั้นอยู่ในตัวเราทุกคน

    private art workshop for Nawara Hirankan
    Yodchat*Tinyline Home Studio
    11.00 – 16:00  March 12th, 2017
    ==========


    • ขอมาแจ้งข่าวกันว่าหลังเรากลับจากไปเพิ่มพลังกับคุณครูชาวสเปนในคลาสระยะสั้นที่ชื่อ Jardino Versus Bosco (Garden Versus Forest) ที่ Sàrmede   ได้หนึ่งสัปดาห์ เราจะมาส่งต่อพลังสร้างสรรค์นั้นให้กับทุกคนในเวิร์กช็อปที่ชื่อ

    Coming Home Zine Workshop by Yodchat*Tinyline ซึ่งจัดที่ TENTACLES
    ในวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน 2560 เวลา 13:00 – 17:00 น. ค่ะ

    “ ยืดตัวตรง ค้อมตัวลง ผ่อนลมหายใจ คุณพลัดหลงไปในบ้านที่เต็มไปด้วยน้ำหนักอ่อนแก่ของสีน้ำเงิน กระดาษถูกขูดขีดดูเลอะเทอะเปรอะเปื้อน หมึกดำกลิ้งตัวบนเยื่อกระดาษอ่อนนุ่ม แล้วกลับแผ่ขยายคล้ายกลีบดอกไม้ผลิบาน กระดาษเก่ามีความหลังคลื่นลมจากทะเลครั้งไหน คุณรั้งเวลาไม่ให้ปลิวไปไกลด้วยการบอกเล่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำออกมา”

    Coming home workshop by Yodchat Tinyline

    ครั้งนี้จะมาชวนทุกคนทำ zine โดยการค้นหาวิธีเล่าเรื่องผ่านการทำ Hand-Drawn Texture ในแบบต่างๆ ลงบนกระดาษก่อนจะนำมาสร้างเป็นรูปทรงง่ายๆ เรียบเรียงลงบน Fold Zine ( 8 pages zine)

    เรียนรู้วิธีทำพื้นผิวเลียนแบบภาพพิมพ์ etching และ lithograph
    เรียนรู้การสร้าง texture เก่าบนกระดาษด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ
    เรียนรู้วิธีผสมสานการวาดเส้นและ mono print เข้าด้วยกัน
    เรียนรู้การสร้างรูปทรงอย่างง่ายจากกระดาษที่ลองทำ Texture
    สามารถเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับเรื่องเล่าของตนเอง
    พูดคุยและชมหนังสือภาพจากหลากหลายประเทศเพื่อนำมาปรับใช้กับงานแต่ละท่าน

    เวิร์กช็อปราคา 2500 บาท รับจำนวน 10 ท่าน
    สามารถสมัครหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทาง Inbox
    m.me/tentaclesn22 ค่ะ

    ลิงก์ใน facebook page :  Coming Home

    แล้วพบกันนะคะ คิดว่าการกลับมาครั้งนี้มีอะไรจะแบ่งปันกับทุกคนเยอะเลย : )

     

    =============
    (For English)
    Skill Booster : Coming Home Zine Workshop

    Yodchat Bupasiri – We Lovetinyline Thai famous illustrator invite you all to explore your own story telling method by creat different Hand-Drawn Texture on paper then make an easy structure and compose in 8 pages fold zine.

    Learning different kind of papers and Try to do mono printing on paper with watercolor and ink.
    Making old texture on paper with easy equipments.
    Combining drawing with monoprinting.
    Making easy paper structure.
    Choosing the right technique for your own work.
    Photobook discuss section


    2500 THB
    1 – 5 pm
    30 April 2017
    More infomation please contact: Inbox
    m.me/tentaclesn22

     

    ===== : ) =====

     

  • **
    **
    **

    My “When My Drem Boat Comes Home” illustration set flew from Bologna to Bangkok. It arrived home safe and sound. Even though it was rejected from Illustrators’ Exhibition of Bologna Children’s Book Fair 2016, I was pround of myself. “When My Dream Boat Comes Home” brings back a lot of memories to me and it is my favourite project.

    18yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    ภาพชุด “ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน” เดินทางมาถึงกรุงเทพอย่างปลอดภัย เห็นแล้วยิ้มแป้น ถึงจะเป็นงานชุดที่ไม่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงในนิทรรศการโบโลญญา 2559 แต่ก็เป็นงานที่มีความทรงจำอยู่เยอะและรักมาก ภูมิใจที่ได้วาดออกมา : )

    16yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    17yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    13yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    11yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    14yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    15yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    6yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    7yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    4yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    5yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    3yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    2yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    9yodchat bupasiri_Bologna_rejected2016

    last_Yodchat Bupasiri_rejected from Bologna 2016

     *** : ) ***

  • “มาจากคนละที่ พอได้พบกันเป็นเพื่อนกัน ก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป” คำกล่าวจากแก๊งค์คุณยายประจำหมู่บ้าน [Wilasinee was the former student at International School of Illustration, Sàrmede. English translation will be added soon.]

    wilasinee_sarmede27

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
    มีชายคนหนึ่งได้เดินทางผ่านชุมชนเล็กๆในหุบเขาที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี
    เขาหลงรักเส้นทางเล็กๆ คดเคี้ยว เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน
    ป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ ลำธารใสสะอาด ผู้คนชนบทที่เป็นมิตร

    วันหนึ่งเขาตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ที่นี่
    ซื้อกระท่อมร้างหลังเล็กๆ ที่ทำจากหิน
    มันทั้งเก่าแก่และผุผัง
    เขาซ่อมแซมมันด้วยสองมือและด้วยความรัก

    wilasinee_sarmede36

    wilasinee_sarmede35

    wilasinee_sarmede18

    wilasinee_sarmede40

    สถานที่อันงดงามแห่งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาให้สร้างสรรค์งานภาพประกอบสำหรับเด็ก
    ลำธาร สะพาน ป่าไม้ ภูเขาสูงใหญ่
    สีน้ำและนิทานที่เขาแต่งแต้มบอกเล่าเรื่องราวชีวิตในชนบท
    เรื่องราวที่เขาสร้างขึ้นทำให้ที่แห่งนี้เป็นที่รู้จัก
    และดึงดูดคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเดินทางมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้
    และที่แห่งนี้เองกลายเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่เขาได้พักผ่อนอย่างสงบ

    wilasinee_sarmede13

    wilasinee_sarmede37

    wilasinee_sarmede38

    wilasinee_sarmede39
    Štěpán Zavřel

    *
    *
    *
    *
    *
    เอาล่ะมาเข้าเรื่องความประทับใจที่ได้ไปเรียนที่นั่น ที่น้องปลายมอบหมายให้เขียนมา

    wilasinee_sarmede1

    wilasinee_sarmede12

    wilasinee_sarmede15

    wilasinee_sarmede16

    wilasinee_sarmede26

    wilasinee_sarmede46

    wilasinee_sarmede

    *
    *
    *
    *
    *
    *

    อันแรกคือความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่เพื่อนร่วมชั้นไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเรา
    เราสมัครเรียนระดับเริ่มต้นเราคิดว่าจะเจอเพื่อนที่วาดรูปไม่เป็นเหมือนเรา
    มันไม่จริงเลย

    *
    *
    *
    *
    *

    wilasinee_sarmede8

    wilasinee_sarmede7

    wilasinee_sarmede2

    wilasinee_sarmede4

    wilasinee_sarmede10

    wilasinee_sarmede11

    wilasinee_sarmede6

    เพื่อนร่วมชั้นมาจากทั่วทุกภาคในอิตาลี
    และบางส่วนจากประเทศในยุโรป และบราซิล
    บางคนเป็นครู
    เป็นนักศึกษา
    เป็นแม่บ้าน
    นักบำบัด
    และนักวาดภาพประกอบ

    ทุกคนต่างมีพื้นฐานและวาดรูปได้ดี และจริงจังมาก

    wilasinee_sarmede9

    wilasinee_sarmede3

    *
    *
    *
    *
    *

    แต่การได้ฝึกทุกวันๆละหลายๆ ชั่วโมงมันทำให้เราทำได้ดีขึ้น

    สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือบรรยากาศของความพยายามที่จะผลิตภาพออกมาให้ถูกใจเด็กๆ

    มันไม่ง่ายเลยนะ

    พอได้เรียนและคลุกคลี มันมีกระบวนการและขั้นตอน
    มันทำให้เรามองหนังสือเด็กด้วยความเข้าใจมากยิ่งขึ้น คนทำทุ่มเททั้งหัวใจจริงๆ

    *
    *
    *
    *

    wilasinee-003
    ผลงานเมื่อกลับมาไทย

    wilasinee-006

    wilasinee-002

    wilasinee-031

    wilasinee-030

    wilasinee-029

    wilasinee-028

    wilasinee-013

    Wilasinee 008.JPG

    wilasinee-009

    wilasinee-015

    wilasinee-073wilasinee-072

    wilasinee-033-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b2

    *
    *
    *
    *

    เวลาเราเห็นคนอื่นเก่งๆ เรากลัวและท้อใจ

    แต่เราทุกคนมีความแตกต่างที่คนอื่นๆ อยากเห็นเหมือนกัน

    ท้ายที่สุดแล้วเป็นเรื่องของเราที่อยากจะทำอะไรมากกว่า

    *
    *
    *
    *

    wilasinee-076
    หนึ่งในหนังสือภาพที่สะสมเอาไว้

    wilasinee-071

    *
    *
    *
    *
    *
    แม้ว่ากลับมาแล้วชีวิตจะเหมือนเดิมแต่มิตรภาพที่สร้างขึ้นในเวลานั้นยังคงอยู่

    *
    *
    *
    *

    wilasinee_sarmede50

    wilasinee_sarmede17

    wilasinee_sarmede30-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b2
    กับครูลินดา


    เหมือนที่แก๊งค์คุณยายประจำหมู่บ้านบอกเรากับลินดา (ครูผู้สอน) ว่า

    “มาจากคนละที่ พอได้พบกันเป็นเพื่อนกันก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป” (ลินดาแปลให้ฟัง)

    ปีนี้เราดีใจที่จะมีนักวาดภาพประกอบจริงๆ จากเมืองไทยไปเรียนรู้
    และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่โรงเรียนที่เราเคยไปเรียน 
    เราอยากให้มีบรรยากาศแบบนี้เยอะๆ ในบ้านเรา

    วิลาสินี ทองศรี

    *** : ) ***

     

  • ศิลปินจากบรัสเซลล์ผู้กลายมาเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งและกำลังทำโปรเจคหนังสือเล่มใหม่ว่าด้วยความเป็นแม่ : )
    www.ephameron.com

    img_0733
    ต้นแบบภาพด้านบนค่ะ : D / Eva Cardon’s son : D

    *
    *

    ephameron1
    รูปนี้น่าร้ากก น้องพยายามช่วยคุณแม่ทาสี แต่ว่าลูกกลิ้งน่ะไม่มีสีนะ / He tried to help his mom!

    *
    *

    ephameron2
    คุณแม่เองก็หยิบดรอว์อิ้งขยุกขยุยของลูกชายใส่เข้าไปในงานด้วยค่ะ น่ารัก! / He did it! His scribbles were appeared in his mom’s works.

    *
    *

    img_0734
    โปรเจคใหม่ว่าด้วยประสบการณ์และมุมมองของคุณแม่ / Eva Cardon’s current project is about motherhood.

    *
    *

    img_0732
    She shared her systematic thinking process to us.

    *
    *

    *
    *

    *
    *
    *
    *
    *

    ความหมายของ Ephemeron คือ แมลงที่มีชีวิตอยู่ในชั่วระยะสั้นๆ (Origin From Greek, neuter of ephēmeros ‘lasting only a day’. – oxford dictionary) คุณ Eva Cardon เลือกคำๆ นี้มาใช้แปลงเป็นนามแฝงของตัวเองที่ชื่อ “Ephameron”

    “We’re at the movies, and the room is getting very crowded. Sometimes people come in and hesitate, looking for their friends to sit with the audience. Lina’s plan is to wave at them, pretending we’re the ones they’re looking for, and confuse them. I try it once and the effect is hilarious.” – Lina’s Plan บันทึกสั้นๆ จากเวปไซต์ ephameron.com

    จากเซนส์กิ๊กกั๊กแบบเด็กสาว เธอผ่านภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยของคุณพ่อ ซึ่งกลายมาเป็นงานที่ชื่อ “Us two together” (WIJ TWEE SAMEN) ซึ่งใช้ระยะเวลาห้าปีกว่าหนังสือเล่มนี้จะสำเร็จ ภาวะความสูญเสียนั้นเริ่มคลี่คลายเมื่อเธอมีลูกชาย ซึ่งทีละน้อย-ก็แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน ปรากฏตัวเป็นเส้นขยุกขยุยตรงนั้นตรงนี้บนงานบางชิ้นของคุณแม่

    เวลาที่เราพูดถึงคนที่เรารัก แววตา ท่าทาง น้ำเสียง มักเปล่งประกายวิวับออกมา เวลาที่คุณ Eva Cordon พูดถึงลูกชายก็เป็นแบบนั้น เขาช่วยฉันทาสี-เธอว่าพลางฉายสไลด์รูปลูกชายที่กำลูกกลิ้งเปล่า “สมมติว่ากำลัง”กลิ้งสีไปบนผนังอย่างขะมักเขม้น

    ถ่ายรูปลูกน้อยทั้งหลับและตื่น – การบันทึกที่ไม่ใช่การมุ่งมั่นเพื่อหาข้อมูลมาทำงาน แต่นี่เป็นสิ่งที่งอกงามออกมาทีละน้อยจากประสบการณ์ในชีวิต งานที่ไกลไปจากความคิดที่ว่าจะใช้เส้นอย่างไร จัดคอมโพสิชั่นแบบไหน “การมีลูกมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมุมมองในการวาดภาพของคุณอย่างไร” ฉันถาม ซึ่งจริงๆ ฉันไม่น่าต้องรอให้เธอตอบ “โลกรับแสงแห่งปวงดวงตาไป โลกสะท้อนกลับในดวงใจเรา” อยู่ๆ ฉันก็นึกถึงวรรคนี้จากบทกวีขึ้นมา

    *
    *
    *
    *
    *

    ในอินสตาแกรมมีรูปสมุดสเก็ตช์เพียบเลย ลองเข้าไปดูกันได้นะคะ
    Here are some photos of her sketchbook. You can see more at Ephameron’s Instagram.

    ephameron3

    *
    *

    ephameron4

    *
    *

    ephameron5

    *
    *
    *
    *
    *
    คุณ Eva ชอบถ่ายแสงและบานหน้าต่าง
    Her inspiration

    *
    *
    *
    *
    *

    หนังสือเล่มนี้เธออุทิศให้แด่คุณพ่อค่ะ
    “Us two together” is a book about her father who had dementia symptoms.

    wij-twee-samen_ephameron
    http://www.ephameron.com

    *
    *

    *
    *

    คุณ Eva มาบรรยายที่ CommDe จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 1 มีนาคม 2560
    Ephameron (Eva Cardon) was the guest lecturer at CommDe, Chulalongkorn University.
    Wednesday March 1st 10:00 – 12:00

    ********

  • ตามไปดูกันว่าเราเรียนอะไรกันบ้างใน Visual narrative class ที่ CommDe เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ค่ะ ขอขอบคุณน้องโอ๊ต มณเฑียร ที่ชวนไปแชร์ประสบการณ์สนุกๆ (ที่มีทั้งกระบวนการวาดภาพของเราเองและคลังหนังสือภาพสวยๆ ที่เรารัก) เป็นปีที่สอง รวมไปถึงเอื้อเฟื้อภาพถ่ายบรรยากาศในคลาสที่นำมาลงไว้ในนี้ด้วยค่ะ [โพสต์นี้มีภาพทั้งหมด 16 ภาพ และลิสต์รายชื่อหนังสือทั้งหมดในตอนท้าย + ลิงก์อธิบายเบื้องหลังกระบวนการทำหนังสือในบางเล่มค่ะ]

    2yodchat-bupasiri-at-commde20173yodchat-bupasiri-at-commde2017

    หลังฉายสไลด์แนะนำตัวกันเล็กน้อยเราก็มาเริ่มกันที่งานภาพประกอบลายเส้นตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนกับมติชนนั่นก็คือเรื่อง ขบวนการเด็กหญิงปากตลาด (ซึ่งตอนนี้ out of stock ไปจากเวปไซต์ของมติชนแล้วเช่นกัน) ตามมาด้วยงานหนังสือเด็กเมื่อ 5 ปีก่อนกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ ปิ่นโตสามัคคี ซึ่งขณะนี้กำลังจัดแสดงอยู่ที่เวโรนา-อิตาลี สองเล่มนี้มีความคล้ายกันตรงที่เต็มไปด้วยแอคชั่นของก๊วนแก๊งค์เด็กๆ เราบอกน้องๆ ว่าเวลาวาดภาพแบบนี้นอกจากจะมีภาพอ้างอิงที่มาจากวัยเด็กของตัวเองแล้ว เรายังทดลองทำแอคชั่นต่างๆ ตามท่าทางที่ต้องวาดเพื่อให้เข้าใจได้ใกล้เคียงความรู้สึกของเด็กๆ เวลาทำท่าทางนั้นๆ อีกด้วย

    และถ้าว่าถึงเรื่องแอคชั่นของเด็กๆ เราจะเข้าใจได้อย่างไรถ้าไม่ไปสังเกตเด็กจริงๆ เล่นกัน ครั้งนี้เราเลยนำเซ็ตภาพเด็กญี่ปุ่นที่เคยถ่ายไว้ช็อตต่อช็อตประมาณ 200 กว่าใบมาให้น้องๆ ได้ดู แต่แน่นอนว่าเราไม่แนะนำให้น้องๆ ทำตามนะคะเพราะมันผิดกฎหมาย(แต่ตอนถ่ายตอนนั้น-ซึ่งก็นานมากแล้ว พี่เองก็ยังไม่รู้เหมือนกันน่ะสิ!) โอ๊ตเสริมว่า จริงๆ การออกไปถ่ายภาพมาเป็นข้อมูลทำงานนี่เร็วกว่าการมานั่งหาภาพอ้างอิงใน pinterest อีกนะ ซึ่งอันนี้ก็เห็นด้วยเหมือนกันเนื่องจากภาพถ่ายจาก pinterest เองก็ไม่ได้มาจากสายตาและมุมมองของเรา ดังนั้นถ้าจะหาภาพอ้างอิงตามที่เราต้องการมันจะเสียเวลามาก สู้ออกไปถ่ายเองจะตรงเป้ากว่าเยอะ
    4yodchat-bupasiri-at-commde2017

    แต่ถ้าเราต้องมาเจองาน commission ที่เราไม่ได้มีประสบการณ์ตรงและไม่สามารถออกไปหาข้อมูลถึง ณ สถานที่นั้นๆ ได้ละ (เช่นบรรยากาศร้านเครื่องหนังในปารีส) เราจะทำอย่างไร คำตอบก็คือ ต้องใช้ข้อมูลแห้ง(อินเตอร์เน็ต)อย่างไม่มีทางเลือกค่ะ แต่มีเทคนิคเล็กน้อยคือ ให้เราจินตนาการว่าตัวเองเสมือนเป็นนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าไปเยือนในสถานที่นั้นจริงๆ ค่ะ

    ส่วนการวาดภาพปกงานวรรณกรรมแปลนั้นอาจมีตัวช่วยในแง่ที่ว่าเรายังมีโอกาสได้ “อ่าน” จนสามารถจับ  mood and tone ในงานที่เรานำมาเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างของเราได้ เมื่อนำมาผสมผสานเข้ากับข้อมูลแห้งที่เรามีก็ช่วยให้เราสามารถวาดออกมาได้เช่นกัน

    5yodchat-bupasiri-at-commde2017

    มาถึงโปรเจคส่วนตัวและสมุดสเก็ตซ์กันบ้าง เราบอกน้องๆ ว่ามีงานที่พี่ทำต่อเนื่องมา 7 ปีแล้วแต่ทำไม่เสร็จเสียที (ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน – When My Dream Boat Comes Home) และตอนนี้พี่รู้แล้วว่าทำไม สาเหตุก็มาจากการที่จับเรื่องที่ยากเกินไปมาวาดค่ะ งานชุดนี้ทำมาจากบทกวีของคุณประกาย ปรัชญา กวีไทยร่วมสมัย เนื้อหาเกี่ยวกับคนที่ต้องกลับไปเยือนบ้านเก่าและพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว (ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน ดอกช่อแดงฉานรายลานร่วงหล่น แปลกถิ่นแปลกท่า แปลกหน้าผู้คน หลงเวียนถนน หลงวนภวังค์ ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน เกาะเศร้าบรรสารน่านน้ำขรึมขลัง อวลละอองลมคมปะการัง ขอบฟ้าคือฝั่งคือหวังวาดวาย ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน ตรู่ชื่นคืนหวานผ่านกาลผ่านหาย เลาะรั้วเก่าหักและรักกลับกลาย เขียวครามความหมายแต่ภายในตน) เขาบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตเขานั้นทั้งดีและร้าย มีเพียงแต่เขาผู้เดียวเท่านั้นที่จะรู้และทำความเข้าใจได้-เขียวครามความหมายแต่ภายในตน เพราะฉะนั้นเลยบอกน้องๆ ไปว่าประสบการณ์ชีวิตของตัวพี่เองเมื่อ 7  ปีก่อนซึ่งกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นยังไม่เพียงพอที่วาดเรื่องนี้ออกมาได้ แต่ว่างานชุดนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเพราะมันได้กลายมาเป็นเป็นพื้นฐานให้กับงานชุดปัจจุบันที่พี่กำลังทำอยู่นั่นเอง

    6yodchat-bupasiri-at-commde2017

    7yodchat-bupasiri-at-commde2017

    สมุดสเก็ตซ์ที่นำไปให้น้องๆ ดู ก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้ด้วยค่ะ เต็มไปด้วยงานทดลองแบบต่างๆ ทั้งดรอว์อิ้งและคอลลาจ

    มาถึงงานชุดสุดท้ายที่จะเป็นตัวอย่างในคลาส นั่นก็คือโปรเจคส่วนตัวชุดปัจจุบันที่เรากำลังทำอยู่ชื่อ Grandma (ดูภาพทั้งหมดได้ที่ yodchatbupasiri.com หรือ yodchattinyline.com ค่ะ) ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างยายและหลานทั้งก่อนและหลังคุณยายเริ่มแสดงอาการของภาวะ Mild Cognitive Impairment(MCI) หรือ การสูญเสียความสามารถของสมองเล็กน้อย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความจำ งานชุดนี้กำลังพัฒนาอยู่นะคะทั้งเนื้อเรื่องและภาพ

    หลังหมดชั่วโมงแรกไปเราก็มาเริ่มตะลุยหนังสือภาพกันค่ะ จำได้ว่าตอนนั่งเลือกหนังสือไปจากบ้านนี่ยากมากๆ เพราะอยากขนไปให้ดูครบทุกเล่มเลย ผลสุดท้ายก็ได้หนังสืออัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กสองใบค่ะ ข้างล่างนี้เป็นภาพบรรดาหนังสือก่อนที่จะจัดลงกระเป๋า (โอ๊ตบอกว่ามันเยอะเกินไป!)

    9yodchat-bupasiri-at-commde2017

    เราเริ่มกันที่หนังสือของคุณครู Linda Wolfsgruber ค่ะ
    ครูลินดาเคยมาเมืองไทยเมื่อสองปีก่อน ภาพข้างล่างนี้ทางซ้ายสุดคือคุณครู ตรงกลางคือพี่น้อย-วิลาสินี ทองศรี ผู้เป็นทั้งเพื่อนลูกศิษย์ของคุณครูลินดา (พี่น้อยเคยเข้าคอร์สภาพประกอบที่ Sarmede, Italy  ซึ่งครูลินดาสอนอยู่ถึงสองครั้งด้วยกัน) ส่วนขวามือสุดคือเราเองค่ะ

    linda-wolfsgruber_wilasinee-thongsri_yodchat-bupasiri_2015_bangkok_thailand

    เมื่อครูลินดามาเยี่ยมพี่น้อยที่ไทย เราจึงมีโอกาสได้เจอคุณครูที่น่ารักผู้นี้ แถมยังมีโอกาสได้นำพอร์ตโฟลิโอของตัวเองให้ครูดูด้วย ซึ่งครูก็แนะนำและให้กำลังใจเป็นอย่างดี (แอบหยอดน้องโอ๊ตไปแล้วว่าครูสอนดีจริงๆ อยากให้ครูมาสอนที่ CommDe เช่นกัน : ) )ภาพข้างล่างนี้เป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือที่ครูมอบให้พี่น้อยไว้เป็นที่ระลึกซึ่งพี่น้อยก็อนุญาตให้เรานำไปให้น้องๆ ได้ดูกันด้วยค่ะ

    ส่วนงานถัดมาคือเซ็ตหนังสือภาพของคุณ Eva Lindström นักทำหนังสือภาพชาวสวีดิช ด้วยความอนุเคราะห์ของสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทยเราจึงได้ติดต่อโดยตรงกับคุณ Eva และเธอก็ช่างใจดีส่งผลงานมาให้ไว้เป็นที่ระลึกสามเล่มค่ะ งานสามเล่มนี้ได้ถูกนำไปจัดทำเป็นอนิเมชั่นสั้นๆ อีกด้วย ลองชมตัวอย่างดูได้ที่ลิงก์นี้ค่ะ

    eva-lindstrom_djurvannerna

    10yodchat-bupasiri-at-commde2017

    ถัดมาเป็นหนังสือแปลที่น่ารักมากและเฮี้ยวมากชื่อว่า เอลซี่ตกส้วม  (สามารถคลิกฟังใน youtube ได้เลยค่ะ) งานชุดนับเลขและ abc ของ Anno งานไตรภาคของ Blexbolex นอกจากนี้ยังมีหนังสือภาพว่าด้วยเรื่องความตาย ความทรงจำ การตีความเทพนิยายแบบใหม่ หนังสือภาพประกอบบทกวี ฯลฯ ของนักวาดจากหลากหลายประเทศ หนังสือหลายเล่มซื้อเก็บสะสมเวลาไปประเทศนั้นๆ บางเล่มสั่งออนไลน์ บางเล่มฝากเพื่อนซื้อและหลายเล่มก็ได้รับเป็นของฝากค่ะ

    11yodchat-bupasiri-at-commde201712yodchat-bupasiri-at-commde201713yodchat-bupasiri-at-commde2017

    commde_visual-narrative-class2017

    14yodchat-bupasiri-at-commde201715yodchat-bupasiri-at-commde201716yodchat-bupasiri-at-commde2017

    น่าเสียดายที่หนังสือบางเล่มไม่มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เราเองก็ไม่มีงบพอที่จะจ้างนักแปลแปลเนื้อความให้ได้ทุกเล่ม แต่ถึงอย่างนั้น วิธีการเล่าด้วยภาพของหนังสือแต่ละเล่มนั้นก็ยอดเยี่ยมมากจนทำให้ผู้อ่านต่างชาติต่างภาษาอย่างเราๆ สามารถเข้าใจและซาบซึ้งไปกับตัวเล่มที่อยู่ตรงหน้าได้ค่ะ

    มีเวลาเหลือเล็กน้อยให้ทุกคนแยกย้ายกันเลือกดูและถ่ายภาพหนังสือที่ตัวเองชอบ เป็นอันว่าจบคลาสที่เวลาเที่ยงพอดิบพอดี ^l^

    และต่อไปนี้เป็นรายชื่อหนังสือทั้งหมดที่เรานำไปให้น้องๆ ดูกันนะคะ

    1. Tage ohne dich by Linda Wolfsgruber
    2. Glück ist Glod by Linda Wolfsgruber
    3. Finns Land / Text by Heinz Janish Illustration by Linda Wolfsgruber
    4. Allerlei Rausch / Text by H.C. Artmann Illustration by Linda Wolfsgruber
    5. Wo hört das Meer auf? / Text by Heinz Janish Illustration by Linda Wolfsgruber
    6. En fägeldag by Eva Lindström
    7. Min Vän Lage by Eva Lindström
    8. Jag rymmer! by Eva Lindström
    9. Snömannen / Text by Eva Susso Illustration by Benjamin Chaud
    10. The Story of Elsie / Text by Margret Rettich Illustration by Evelyn Daviddi
    11. ABC by Julie Morstad
    12. ABC by Anno
    13. People by Blexbolex
    14. Seasons by Blexbolex
    15. Ballata by Blexbolex  ( เบื้องหลังการทำงาน )
    16. Lost Property by Andy Poyiadgi
    17. Pieces of Love by Kato Kunio and Hirata Kenya
    18. Grandfather’s Journey by Allen Say
    19. Opas Engel by Jutta Bauer
    20. Grandpa by John Burningham
    21. Michael Rosen’s SAD BOOK / Text by Michael Rosen Illustration by Quentin Blake
    22. La visite de petite mort by Kitty Crowther
    23. Via Curiel 8 by Mara Cerri and Magda Guidi
    24. il nuotatore / Text by Paolo Cognetti Illustration by Mara Cerri
    25. la pantera sotto il letto / Text by Andrea Bajani Illustration by Mara Cerri
    26. La Piscina by Ji Hyeon Lee ( เบื้องหลังการทำงาน )
    27. Il Doppio / Text by David Cali Illustration by Claudia Palmarucci
    28. Au clair de la nuit / Text by Janine Teisson Illustration by Joanna Concejo
    29. Les visages du lointain / Text by Rafael Concejo Illustration by Joanna Concejo
    30. Le Petit Chaperon rouge / Text by Charles Perrault / Text by Jacob & Wilhelm Grimm Illustration by Joanna Concejo ( เบื้องหลังการทำงาน )
    31. entrez! / Text by Sébastien Joanniez Illustration by Joanno Concejo
    32. L’angelo delle scarpe / Text by Giovanna Zoboli Illustration by Joanna Concejo
    33. il signor nessuno by Joanna Concejo
    34. The Bookmaker’s Studio by Jake Green
    35. The Iron Giant / Text by Ted Hughes Illustration by Laura Carlin

    สูจิบัตร
    1. Bologna Children’s Book Fair Illustration annual 2012
    2. i colori del sacro il viaggio Settima rassegna internazionale di illustrazione
    3. i colori del sacro a tavola Ottava rassegna internazionale di illustrazione

    *** : ) ***

    Photo credit : Oat Montien

  • *
    This is Aurora.
    She is a 2-year-old girl.
    She is a good art critic.

    aurora2aurora3aurora4

    *
    *
    *
    *
    *

    Aurora loves to take photographs.
    She also loves to build things.

    aurora5aurora6aurora7aurora8

    *
    *
    *
    *
    *
    Aurora drives EcoCAR.

    aurora9

    aurora17

    *
    *
    *
    *
    *
    She is always curious about a new landscape.

    aurora10

    *
    *
    *
    *
    *

    Aurora is a smart girl.
    She knows how to use herbal medicine.
    She knows how to preserve it.

    aurora11aurora12aurora13aurora14

    *
    *
    *
    *
    *

    After the busy day,
    she will listen nice music and does some exercise.
    A good refreshing choice without caffeine.

     

    With permission of Aurora’s parent

    *** : ) ***