Your Voices, Your Interpretations

Yodchattinyline / Yodchat Bupasiri / Tinyline / Tinylines / ヨードチャット ブパシリ / ยอดฉัตร บุพศิริ / ยศชาติ บุพการี /

  • ภาพบันทึกความทรงจำถึงคาร์ล็อตต้าและแมวที่บ้านพักใน Sàrmede
    In Spring 2017, this little girl followed her mother to Sàrmede, she met two Italian cats and one became her friend. The cat is normally not allow anyone to play with, but she made an exception.

    *

    72dpi_ciao_Yodchat Bupasi_final
    scanned version

    30 x 30 cm, Oil transfer technique with color pencil
    printed on Fabriano paper, October 2017
    Bangkok, Thailand

    *

    carlotta15
    in natural light

    *

    IMG20171025093529

    *

    IMG20171025093139

    *

    IMG20171025093655

    *
    *
    *

    carlotta7

    *

    carlotta10

    *
    carlotta9

    *

    carlotta5

    *

    carlotta6

    *

    carlotta1

    *

    carlotta2

    *

    carlotta8

    *
    *
    *
    *** : ) ***

  • * You can read about the second book, The English Governess at the Siamese Court, by following this >>link<< .
    *
    TRUTH is often stranger than fiction. – Anna Harriette Leonowens
    *
    (This is the making of ‘The Romance of the Harem’ book cover which I collaborated with COLLAGECANTO. There is no English translation on this post, but you can scroll down to see some photos with English captions.)

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto1

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto2

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto3

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto4

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto5

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto6

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto7

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto8

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto9

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto10

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto11

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto12

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto13

    *

    the romance of the harem book_thai version_Yodchat Bupasiri_collagecanto14

    *
    *

    บันทึกเบื้องหลังการอ่านเพื่อออกแบบภาพปก รวมถึงขั้นตอนการทำ paper cutting และการถ่ายภาพปกนิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน

    *
    *

    อ่าน 

    โดยปกติวิธีการอ่านโดยหยิบจับประเด็นในเรื่องมาเชื่อมโยงกับบริบทแวดล้อมร่วมกับการใช้คลังประสบการณ์และความทรงจำของตัวเองแล้วบิดผันออกไปหลายๆ ทาง มักเป็นวิธีหลักของฉันในการอ่านเพื่อนำมาถ่ายทอดเป็นภาพ แต่กับหนังสือเล่มนี้ซึ่งมีความเป็นวรรณกรรมเท่าๆ กับเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ วิธีอ่านย่อมแตกต่างออกไป

    *

    ต้นฉบับ The Romance of The Harem เขียนโดยแอนนา เลียวโนเวนส์ (Anna Harriette Leonowens) เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและความรักของผู้หญิงฝ่ายในและผู้หญิงไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) หรือ 144 ปีก่อน โดย JAMES R. OSGOOD AND COMPANY สำนักพิมพ์อเมริกัน ฉบับแปลไทยเท่าที่ทราบมีสำนวนแปลของยาขอบซึ่งดึงต้นฉบับมาแปลเพียงสองเรื่องคือ เจ้าจอมทับทิบ และเจ้าจอมช้อย จัดพิมพ์อยู่ในหนังสือที่ชื่อ รักหลังราชบัลลังก์และสนมพระจอมเกล้า (ดอกหญ้า, 2532) และสำนวนแปลของอบ ไชยวสุ ในชื่อ นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน (คุรุสภา, 2516) ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ฉันต้อง ‘อ่าน’

    *

    ในเวลาอันจำกัดก่อนสรุปการทำปก ฉันยืดเวลาให้ตัวเองได้อย่างมาก 15 วัน เพื่ออ่านต้นฉบับแปลพร้อมกับสุ่มเทียบอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษเท่าที่จะอ่านได้เพื่อดูภาพรวม ระหว่างนั้นมีโอกาสได้อ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์และบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจบางฉบับ (ขอขอบคุณพี่ชาย –  วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลจากวารสารอ่าน ให้) แต่ก็นั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต ข้อมูลเอกสารก็ซับซ้อนและท่วมท้นจนเกินไป ดังนั้นเพื่อให้ทันเวลา การ ‘เลือกอ่าน’ ของฉันจึงเริ่มขึ้นตรงนี้

    *

    20427251_1429829823753073_1173798528_o copy

    *
    *

    เรื่องที่ถูกเล่าสามชั้น

    1) เรื่องที่ถูกเล่าโดยผู้เขียน : มุมมองอันจำกัดของผู้เล่า และข้อกังขาของผู้ฟัง(อ่าน)
    ใน นิยายรักในราชสำนักฝ่ายในตอน “เจ้าจอมทับทิม / TUPTIM : A TRAGEDY OF THE HAREM” มีบทสนทนาระหว่างเจ้าจอมทับทิมและพระยาพรหมบริรักษ์ซึ่งน่าสนใจ คำยืนยันของเจ้าจอมทับทิมช่างซ้อนทับไปกับคำยืนยันในคำนำของแอนนาซึ่งเป็นผู้เขียน “เล่าความจริงได้เท่าที่รับรู้มา – เล่าความจริงได้เท่าที่เรื่องราวนั้นเกี่ยวเนื่องกับตนเอง” และข้อกังขาของพระยาพรหมบริรักษ์ที่มีต่อทับทิมผู้เป็นจำเลยก็ไม่ต่างจากข้อกังขาของผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่มีต่อผลงานของแอนนา “ดี-สนุกดี เธอเล่านิทานสนุกดีมาก แต่ว่าไม่มีใครเขาเชื่อเธอหรอก มาพูดกันแต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวเถิด”

    แอนนา : Truth is often stranger than fiction,’… that I deem it necessary to state that they are also true. … ‘I tell the tale as it was told to me,’ and written down by me at the time. (Preface of The Romance of the Harem)

    เจ้าจอมทับทิม : “My lord, I am telling what I did myself, and not what anyone else did. Hear me, and I will speak the truth, so far as it relates to myself; beyond that I cannot go,” (p. 28 of The Romance of the Harem / ฉบับไทย Shine publishing หน้า 318)

    พระยาพรหมบริรักษ์ : ‘Well, well!’ said P’hayaprome Baree Rak, ‘You have told your story beautifully, but nobody believes you.’ (p. 31 of The Romance of the Harem / ฉบับไทย Shine publishing หน้า 322)

    *

    จับภาพหน้าจอ 2560-10-11 เวลา 17.03.52
    คำอุทิศจากต้นฉบับ / Dedication in The Romance of the Harem, published by JAMES R. OSGOOD AND COMPANY

    *

    Preface_Anna_The Romance of the Harem
    คำนำจากต้นฉบับ / Preface in The Romance of the Harem, published by JAMES R. OSGOOD AND COMPANY

    *

    2) เรื่องที่ถูกเล่า/แต่งเติมใหม่โดยผู้แปล : ความเคอะเขินน่ารำคาญที่หายไป?

    คึกฤทธิ์ : “ถ้าใครเคยได้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้แล้วจะรู้สึกได้ทันทีว่ามีหลายตอนที่มีสำนวนเคอะเขิน และมีบางตอนที่แหม่มแปลภาษาไทยผิดๆ จนน่ารำคาญ แต่เมื่อครูอบมาแปลหนังสือเล่มนี้ออกเป็นภาษาไทย ความเคอะเขินน่ารำคาญเหล่านี้ก็หายไป ถ้าจะให้ข้าพเจ้าเลือกอ่านต้นฉบับตัวจริงหรือคำแปลของครูอบ ก็จะต้องขอเลือกอ่านคำแปลก่อนทุกครั้งไป (คำนำของคึกฤทธิ์ นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน Shine publishing หน้า 581)

    *

    บทแปลหลายส่วนถูกตัดทอน เสริมต่อ และเรียบเรียงใหม่ในฉบับแปลเพื่อความราบรื่นกลมกล่อมแต่หากอ่านในฐานะเรื่องกึ่งจริงกึ่งแต่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จะพบว่ามีข้อมูลที่ขาดหายไป เช่น บทเปิดเรื่องจำนวน 13 หน้า อย่าง “MUANG THAI, OR THE KINGDOM OF THE FREE” ซึ่งเป็นข้อมูลและมุมมองของแอนนาที่มีต่อสยามและชาวสยาม ตอนสุดท้ายของบทนี้ได้เกริ่นถึงโลกอันชวนฉงนของนางห้ามก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องหญิงสาวแต่ละคนในบทถัดไป

    *

    บทที่หายไปอีกเช่นบทจบสั้นๆ อย่าง “CHAPTER XXXI. THE ROYAL PROCLAMATIONS” ประกาศพระบรมราชโองการ การเริ่มรัชสมัยรัชกาลที่ห้าซึ่งมีการกล่าวถึงเรื่องการเลิกทาส และบทหลังบทจบที่ชื่อ  “A LEGEND OF THE GOLD AND SILVER MINES OF SIAM.” ที่ฉันเองก็ได้อ่านไปเพียงแค่ย่อหน้าเริ่มต้น

    *

    vela chow
    A LEGEND OF THE GOLD AND SILVER MINES OF SIAM, The Romance of the Harem


    *

    ความแตกต่างระหว่างต้นฉบับและงานแปลยังไล่ไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเหตุการณ์ บทบรรยาย บทสนทนา และความนึกคิดของตัวละครที่ถูกตัดต่อแทรกเพิ่มเข้ามา การเรียงลำดับใหม่ของเนื้อเรื่องให้ดูกลมกลืนต่อเนื่องกันมากขึ้น (เช่น เปลี่ยนการเรียงลำดับจากเรื่อง เจ้าจอมทับทิม –> ลออ ทาสพระองค์หญิง –> ธิดาเจ้าราชบุตร มาเป็น ธิดาเจ้าราชบุตร –> เจ้าจอมทับทิม –> เจ้าจอมช้อย –> ลออ-ทาสพระองค์หญิง – ทั้งนี้วิธีการเรียงลำดับเรื่องเล่าก็นับเป็นเรื่องเล่าอย่างหนึ่งในตัวมันเอง) ทั้งหมดนี้เป็นความเคอะเขินน่ารำคาญที่หายไป และเสียงของผู้เล่าไม่อาจส่งมาถึงผู้อ่านได้อย่างครบถ้วน

    *

    22789911_1507709725965082_1468093695_o
    หมายเหตุสำนวนแปลของอบ ไชยวสุ นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน ฉบับ Shine Publishing House หน้า 578

    *

    22713103_1507709705965084_317751473_o
    หมายเหตุสำนวนแปลของอบ ไชยวสุ นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน ฉบับ Shine Publishing House หน้า 579

    *

    22712896_1507719349297453_1239838601_o

    *

    ตัวอย่างต้นฉบับของแอนนา เลียวโนเวนส์ และ สำนวนแปลอบ ไชยวสุ :

     

    khoon thow app.re
    ตอนคุณท้าวแอบ หัวหน้าตุลาการฝ่ายหญิง / Chapter VI. p.58 The Romance of the Harem, published by JAMES R. OSGOOD AND COMPANY

    *

    khun thow app2 copyre
    ตอนคุณท้าวแอบ หัวหน้าตุลาการฝ่ายหญิง ย่อหน้าเดียวกันกับภาพด้านบน สำนวนแปล อบ ไชยวสุ

    *

    เทียบต้นฉบับและการแปลระหว่าง The Romance of the Harem หน้า 21-22 กับ นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน สำนวนอบ ไชยวสุ Shine publishing หน้า 310-311

    “…but the one idea that took possession of my mind was: “Poor little Tuptim, in that dreadful dungeon underground.” —> “นี่เราจะช่วยทับทิมน้อยน่าสงสารได้วิธีไรหนอ?” บางครั้งก็มีเสียงแว่วๆ คล้ายพูดแผ่วๆ อยู่ในระยะไกลว่า “ครูแหม่มขา ช่วยทับทิมด้วยเถอะค่ะ”

    “I was tired of the palace, tired of witnessing wrongs I could not remedy, and half afraid, too, to enter that weird, mysterious prison-world after nightfall.” —> แต่สมองฝ่ายเหนี่ยวไว้ให้ยับยั้งนั้น แสดงภาพความน่ากลัวอันตรายของการไปในวังเวลาวิกาล แม้ข้าพเจ้าเป็นหญิงเพศเดียวกับพลเมืองทั้งหมดของ “เมืองนางห้าม” แต่ข้าพเจ้าเป็นคนต่างชาติต่างภาษา อาจจะเป็นสิ่งที่สงสัยไปในทางร้ายก็ได้

    *

    จับภาพหน้าจอ 2560-07-31 เวลา 10.50.38

    *

    “The gates are open for the prime-minister, mam dear,” said she, in a low, pleading voice, “and you can get in now without any difficulty. —> “ข้าพเจ้าทักว่า “อ้าว ยังไม่ได้กลับหรอกหรือ” นางทาสีเสียงเครือ “ยังเจ้าค่ะ ดิฉันคอยแหม่มอยู่ตรงประตูนั่นเองเจ้าค่ะ ดิฉันลืมกราบเรียนไปว่าคืนนี้มีเสนาบดีจะเข้าเฝ้าหลายท่าน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เฝ้าที่ท้องพระโรงฝ่ายในด้วย ประตูก็จะไม่ลั่นดาลจนกว่าท่านเสนาบดีกลับ คุณครูแหม่มก็จะเข้าออกโดยไม่ต้องเรียกเปิดหรอกเจ้าค่ะ ไปหน่อยซิเจ้าคะ สงสารคุณท่านด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

    *

    tuptim_The Romance of the Harem copy
    หน้าขวา ภาพนางทาสชาวสยาม

    *

    3) เรื่องที่ถูกอ่าน/ตีความเล่าใหม่โดยผู้อ่านเนื่องด้วยมีหลักฐานใหม่
    ด้วยเป็นเรื่องกึ่งจริงกึ่งแต่ง จึงมีข้อถกเถียงต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องที่แอนนาเขียนอยู่มาก อย่างไรก็ดี ปรากฏหลักฐานและความคิดเห็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

    พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว : “ที่จะไปถอดถอนหญิงดังกล่าวทั้งสองจากข้อผูกมัดให้รับใช้สอยนายที่ถูกต้องตามบทกฎหมายแล้ว ก็ย่อมจะเป็นการล่วงล้ำกฎหมายแลธรรมเนียมของชาวสยามหนักนาทีเดียว, หรือว่าจะช่วยเอื้อเฟื้อให้เธอไปซื้อหาหญิงทาสดังกล่าวมาแล้วค่อยปล่อยไปโดยไม่ได้ขอความยินยอมพร้อมใจจากคุณแพผู้เป็นนายเสียก่อน ก็เห็นเป็นการอุกอาจหนักหนาเท่ากัน. แต่เธอจะแวะไปเยี่ยมคุณหญิงผู้มีชื่อนั้นด้วยตัวเธอเองก็ย่อมทำได้, เชื่อว่าเธอคงได้มาเป็นแน่ ด้วยสติปัญญาและการพูดจาหว่านล้อมชักชวน ขอซื้อหญิงทาสที่ว่าในราคาเงินไม่สูงนัก ลางทีจะสัก 100 บาทรวมกันทั้งสองคน, (สุพจน์ แจ้งเร็ว แปลจากพระราชหัตถเลาขาถึงเลดี้ เลียวโนเวนส์ 12 พ.ค. 1864 – https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3236 )

    *

    maha mongkut
    เนื้อความในพระราชหัตถเลขาเรื่องทาสลออ ในตอน คุณท้าวแอบ หัวหน้าตุลาการฝ่ายหญิง p 58 , The Romance of the Harem

    *

    อ่านเทียบกับเรื่อง ลออ-ทาสพระองค์หญิง ในนิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน : “ถึงครูแหม่ม ฉันเรียกหญิงภัทรีมาถามดูแล้ว เธอว่าไม่รู้เรื่องภรรยานายโกดาห์ที่ไหนเลย มีทาสคนหนึ่งชื่อลออจริง แต่เป็นลูกท่านซึ่งตกมาเป็นของเธอแต่เด็ก เวลานี้เจ้าจอมมารดาอึ่งไม่อยู่ ไปกรุงเก่าเสีย กลับมาฉันจะสอบสวนให้อีก  มหามงกุฎ ป.ร.” (นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน Shine Publishing 390-391)

    “จะโอนก็เอาเงินค่าตัวมา” คุณจอมตะโกนเสียงเขียวแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากศาลาทันที…คุณท้าวหันมาทางข้าพเจ้า พูดว่า “ครูแหม่มเป็นเจ้าของลออแต่ ณ บัดนี้แล้ว วันนี้ดิฉันจะทำเอกสารกรมธรรม์ให้ พรุ่งนี้บ่าย 3 โมงนำเงินมาครึ่งชั่ง เรื่องก็จะได้เป็นอันเสร็จเรียบร้อยและรับตัวลออไปได้ทีเดียว…” ( นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน Shine Publishing หน้า 394)

    คึกฤทธิ์ : “อีกประการหนึ่งยายแหม่มแกยกเมฆของแกเรื่อยเจื้อยเป็นเรื่องเป็นราว สนุกสนานอ่านเล่นพอเพลินๆ…เป็นต้นว่าพระนางสุนาถวิสมินตรานั้นก็ไม่มีตัวจริงในประวัติศาสตร์ เจ้าจอมและพระปลัดที่ถูกเผาทั้งเป็นนั้นก็ไม่มีอีก แม้แต่พระเจดีย์ที่อ้างว่าสร้างเป็นอนุสรณ์ของคนทั้งสองนั้นก็ไม่เคยมี แต่คนจริงๆ ก็ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย” (คำนำของคึกฤทธิ์ ปราโมช นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน Shine Publishing หน้า 581)

    *

    watt sah kate
    เรื่องเจดีย์คู่ที่ถูกสร้างขึ้นหลังคุณพระปลัดและเจ้าจอมทับทิมถูกเผา p. 41 , The Romance of the Harem

    *

    ปรามินทร์ เครือทอง : “อย่างไรก็ดี กรณีเผาทั้งเป็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หากแต่เคยเกิดขึ้นโดยไม่ถูกบันทึกบ้าง ถูกชำระออกบ้าง เช่นกรณีเผาทั้งเป็นเจ้าจอมมารดาคุ้มในรัชกาลที่ 1 มีบันทึกเล็ดลอดออกมาดังนี้…เรื่องราวตอนนี้หายไปจากพระราชพงศาวดารฉบับทรงตรวจชำระอย่างไร้ร่องรอย” (ครูฝรั่งวังหลวงกับชมรมคนเกลียดแอนนา ปรามินทร์ เครือทอง – วารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน-กันยายน 2552)

    อ่านเทียบกับเรื่องเจ้าจอมทับทิม ในนิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน : “พิมพ์เล่าให้ฟังว่า การทรมานขั้นสุดท้ายที่เด็ดชีวิตทั้ง 2 คนไปนั้น คือติดไฟขึ้นใต้ยกพื้น…แล้วเขาก็ลากศพลงมาและเอาไปโยนทิ้งไว้ที่ป่าช้าวัดสระเกศ” (นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน Shine Publishing หน้า 332)

    *

    fire
    พิมพ์เล่าให้แอนนาฟังว่าคุณพระปลัดและเจ้าจอมทับทิมถูกเผา p.39 , The Romance of the Harem

    *
    *
    *
    *
    *

    note copy
    my sketch

    *

    อ่านเป็นปก

    เรื่องที่ถูกเล่าชั้นที่ 1 : เรื่องถูกผู้เขียนเล่าผ่านการมองจากกรอบของตนเอง ระหว่างเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนและเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้แวดล้อมผู้เขียน(อันถูกอ้างว่ามีเค้าความจริง) เรื่องที่ถูกบอกเล่าต่อๆ กันมาว่าเป็นความจริง และการแต่งเติม
    เรื่องที่ถูกเล่าชั้นที่ 2 : เรื่องถูกผู้แปลอ่าน-ตัดต่อ-แต่งเติมบางส่วนจากต้นฉบับ
    เรื่องที่ถูกเล่าชั้นที่ 3 : ไม่เพียงแต่ตัวเรื่องที่ถูกวิเคราะห์ใหม่เพราะมีหลักฐานใหม่ ตัวผู้เขียนเองได้ถูกอ่านผนวกควบเข้ากับเรื่องที่ตนได้เล่า เป็นการอ่าน ตีความ เขียนและเล่าใหม่ซ้อนไปไม่รู้จบสิ้น

    การจำกัดมุมมองและการซ้อนทับกัน ทำให้นึกไปถึงวิธีการของงานคราฟบางอย่าง นั่นคือศิลปะการตัดกระดาษ

    Paper Cutting คือการลงแรงตัดออกเพื่อทำให้ชัดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างกรอบการมอง ทำให้มองทะลุผ่านจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดได้ แต่ไม่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ประณีต ให้ความรู้สึกสง่า และค่อนข้างมีระยะห่าง

    จะใช้กระดาษสีหรือกระดาษขาว
    ฉันพบว่าก่อนที่เรื่องซึ่งถูกอ่านจนช้ำแล้วจะถูกอ่านต่อไปอีก เราจำเป็นจะต้องตั้งหลักกันอีกครั้งเสียก่อนเพื่อการอ่านใหม่ ดังนั้นสีขาวสะอาดตาแต่ก็ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

    *

    งูปรากฏในฉากใด และมีความสำคัญอย่างไร
    ‘I tell the tale as it was told to me.’ ‘อ่าน’เพื่อเป็นปกก็แทบไม่ต่างอะไรกับผู้เขียนต้นฉบับที่ ‘อ่าน’เรื่องราวรอบตัวเพื่อนำมาเล่าต่อ อ่านเพื่อเป็นปกครั้งนี้คืออ่านเรื่องเล่าที่จริงในความเป็นเรื่องเล่าหากคล้ายเป็นความเปรียบอันมีนัยสำคัญในโลกจริง มีตอนหนึ่งในเรื่องเจ้าจอมซ่อนกลิ่น แอนนาเขียนเล่าไว้ถึงงูที่เลื้อยผ่านโต๊ะเรียนไป :

    *

    serpent1 copy copy
    แอนนาสังเกตลักษณะงูที่เลื้อยผ่านไป p.244 The Romance of the Harem

    *

    “…สันหลังงูนี้เป็นสีม่วงสดใส สองข้างมีเกล็ดแดงขลิบดำ ส่วนหน้าท้องเป็นสีกุหลาบอ่อน มีขอบสีดำเช่นเดียวกับเกล็ดข้าง ทางท่อนหางสุดเป็นสีขี้เถ้า ภาพอันงามด้วยสีและการประดับประดาราวกับจับสลับด้วยมือมนุษย์ ได้สัดส่วนอันเป็นระเบียบเรียบร้อยนี้ ไม่น่าจะเป็นอสรพิษที่หวาดเสียวเลยทีเดียว…ครั้นงูงามเลื้อยไปสุดขอบโต๊ะแล้ว ก็เลื้อยลงสู่เท้าแขนเก้าอี้ตัวที่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ประทับ…” (นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน ตอนเจ้าจอมซ่อนกลิ่น Shine Publishing หน้า 570-571)

    *

    serpent2
    an unmistakable sign that he would one day become famous in wisdom and knowledge p.245 The Romance of the Harem


    *

    “…ข้าพเจ้าได้รับความรู้ในเรื่องนี้ต่อไปว่า การที่งูเลื้อยไปตลอดโต๊ะเรียนนั้นเป็นนิมิตมงคล ส่วนที่เลื้อยลงสู่เท้าแขนเก้าอี้ขององค์มกุฎราชกุมารนั้นยิ่งเป็นศุภมงคล แสดงว่าต่อไปภายหน้า เจ้าฟ้าพระองค์นี้จะได้สืบราชสมบัติปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้ได้รับความร่มเย็นเป็นแม่นมั่นทีเดียว…” (นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน ตอนเจ้าจอมซ่อนกลิ่น Shine Publishing หน้า 571)

    *

    ในต้นฉบับเขียนว่างูที่เลื้อยผ่านเท้าแขนเก้าอี้ของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์นั้นถือเป็น “…an unmistakable sign that he would one day become famous in wisdom and knowledge.” ไม่ได้ระบุอย่างในฉบับแปล อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าถึงจะมีความคลาดเคลื่อนอย่างไร งูที่เลื้อยผ่านก็มีความหมายในเรื่องเล่านี้มากทีเดียว มันย้ำถึงสถานะของแอนนาว่ามีความสำคัญ เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่แอนนากำลัง “สอนลูกศิษย์” เรื่องแม่น้ำไนล์บนแผนที่อียิปต์อยู่ เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่และเธอทำได้ดีเป็นที่ยอมรับจนกระทั่งมีนิมิตมงคลนี้มาเป็นเครื่องยืนยัน(ถึงเธอจะค่อนไปทางไม่เชื่อก็ตาม) เธอเป็นแกนกลางของฉากนี้ ทุกคนเข้ามาแสดงความยินดีกับเธอ แม้กระทั่งคิงมงกุฎเองก็ตาม

    *

    งูที่เลื้อยผ่านจึงไม่ใช่แค่งูอะไรก็ได้ เลื้อยผ่านไปที่ไหนก็ได้ และเป็นใครก็ได้ที่พบเห็น มันจำเป็นจะต้องเป็นงูขนดทองแดงที่หมายถึงเรื่องมงคล เลื้อยผ่านโต๊ะและท้าวแขนเก้าอี้ของลูกศิษย์คนสำคัญในพระบรมมหาราชวัง ในขณะที่แอนนาเป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์นี้ไปพร้อมๆ กันกับบรรดาลูกศิษย์ของเธอ

    *

    แต่แอนนาก็ไม่เบา เพราะเมื่อเธออธิบายความหมายของงูขนดทองแดงเสร็จ เธอก็กล่าวกับผู้อ่าน (ซึ่งอบ ไชยวสุ แปลไว้อย่างหน้าสนใจในฉบับไทย  หน้า 571 ซึ่งอยากให้ตามไปอ่านกันเอง) ว่า “I leave it with my readers to decided which is the better, our inherited dread of and desire to destroy the serpent race, or the Siamese custom of idealizing, though which a certain superstitious reverence, the meanest of the work of nature.” (The Romance of the Harem หน้า 245)

    ทั้งหมดนี้คือการอ่านเป็นปกอย่างคร่าวๆ

    *
    *
    *
    *
    *

    ทำงานร่วมกับ COLLAGECANTO / A Collaboration with COLLAGECANTO

    *

    COLLAGECANTO หรือ บัว วรรณประภา ตุงคะสมิต เป็นทั้งพี่สาวที่ฉันนับถือและเป็นนักตัดกระดาษฝีมือเยี่ยม ผลงานของพี่บัวมีมากมาย เธอเคยร่วมงานกับแบรนด์มีดตัดกระดาษชื่อดังของญี่ปุ่น OLFA มาแล้ว ทั้งล่าสุดพี่บัวยังมีส่วนร่วมสร้างงานตัดกระดาษในผลงานโฆษณา ARTQUARIUM ซึ่งได้รับรางวัล Gold Winner Cannes Lions 2016 อีกด้วย

    สำหรับผลงานส่วนตัว พี่บัวมักสร้างงานตัดเส้นละเอียดยิบจากรูปทรงธรรมชาติและนำมาคอลลาจเข้ากับภาพวินเทจที่เธอสะสมเอาไว้ กลายเป็นงานแปลกตาที่พิเศษ(และวิเศษ)มากสำหรับฉัน (ลองเข้าไปชมผลงาน La famille ของเธอได้ที่นี่ และชมโปรเจคการตัดเฟิร์นจิ๋วที่น่าทึ่งได้ที่นี่ )

    *

    COLLAGECANTO
    ARTQUARIUM  ที่มา FB CollageCanto

    *

    collagecanto fern
    Fern project ที่มา FB CollageCanto

    *

    paper cutting เป็นงานละเอียด นอกจากเรียกร้องสมาธิและความอดทนสูงแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ เริ่มตั้งแต่ ขนาดและชนิดของใบมีดที่ใช้ตัด, แผ่นรองตัดซึ่งต้องเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ เพื่อป้องกันคราบเข้าไปสะสมตัวในร่องลึกแผ่นตัด ทำให้กระดาษดำ และอาจทำให้ตัดพลาดในกรณีที่ผิวของแผ่นรองตัดเก่าจนเสียหาย (แผ่นรองตัดขนาดใหญ่นั้นมีราคาสูง ไม่ใช่หลักร้อย แต่เป็นหลักพัน) , กระดาษที่ใช้ตัดซึ่งมีมากมายหลายชนิด-

    *

    bua smith profile COLLAGECANTO_The Romance of the Harem
    COLLAGECANTO หรือ บัว-วรรณประภา ตุงคะสมิต

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri antalis paper details1
    เลือกกระดาษที่ Antalis Thailand

    *

    พี่บัวให้เหตุผลการเลือกกระดาษว่า “กระดาษที่ใช้ทำปกนี้เราเลือก Rives DESIGN เพราะ texture คล้ายเกล็ดงู ข้อเสียของรุ่นนี้คือจะกินขี้ผง ขี้ฝุ่นง่าย” Rives DESIGN มีความหนาให้เลือกหลายแบบ แบบที่หนาที่สุดมีสีออกเหลืองนวลและสะท้อนแสงไฟได้ดี

    *

    Bua Smith_paper cutting project_The Romance of the Harem
    COLLAGECANTO

    *

    พี่บัวยังแนะนำอย่างอารมณ์ดีอีกด้วยว่าลายแบบไหนที่เลี้ยวใบมีดตัดง่าย แบบไหนตัดยาก และความหนาของกระดาษจะมีผลต่อการลงน้ำหนักมือระหว่างตัด – ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ของมืออาชีพที่ทำงานตัดกระดาษมาอย่างยาวนาน

    *

    ขูด ขีด ตัด แปะ ทดลองกับพื้นผิวและการคอลลาจเพื่อให้ได้งานมาในแบบที่ตัวเองไม่คาดฝัน นั่นเป็นงานแนวที่ฉันถนัด แต่ paper cutting ได้คว่ำความโกลาหลทุกอย่างของฉันลงแล้วจัดระเบียบใหม่ paper cutting คือการวางแผน การมองเห็นภาพปลายทางอย่างชัดเจนแล้วทำตามขั้นตอนเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น แบบต้องเป๊ะ งานจะมีกี่ชั้น แต่ละชั้นจะซ้อนเหลื่อมกันอย่างไร แล้วลายควรเป็นแบบไหนเพื่อให้การซ้อนนั้นพอดีกัน จะติดกาวไหม จะตัดแยกชิ้นหรือจะตัดทั้งหมดรวมในแผ่นเดียว เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ฉันได้รับมาจากพี่บัว

    *
    *
    *
    *
    *

    ภาพร่างและขั้นตอนการทำแพทเทิร์น / Making Pattern

    *

    ก่อนจะถึงมือพี่บัว ฉันต้องทำภาพร่างและแพทเทิร์นให้เรียบร้อยเสียก่อน

    มาถึงตอนนี้ฉันมีภาพงูสีขาวขดไปมาเป็นภาพปกหนังสืออยู่ในหัว แต่งูนั้นต้องไม่เชิงว่าเป็นงูจริง เพราะนี่เป็นความเปรียบ ดังนั้นต้องเริ่มคิดไปพร้อมกับองค์ประกอบของภาพว่าลายของงูตัวนี้ควรเป็นอย่างไร

    *

    yodchat bupasiri_profile_papercutting project_The romance of the Harem
    Me and the final pattern for The Romance of the Harem.

    *

    ฉันทดลองตัวเลือกหลายๆ ทาง พร้อมทำความคุ้นเคยกับการตัดไปด้วย ฉันเลือกกระดาษเนื้อบางที่สุดมาสร้างลายอย่างง่าย-ลายที่เกิดจากวงกลมหลายๆ วงมาซ้อนทับกัน เพื่อดูว่าลายที่เกิดจากรูปร่างเรขาคณิตจะเข้ากับขดงูได้มากน้อยแค่ไหน

    *

    Yodchat Bupasiri sketch the romance of the harem2
    ทดลองสร้างลายจากวงกลมซ้อนทับกัน / sketch

    *

    Yodchat Bupasiri sketch the romance of the harem3
    ทดลองสร้างลายจากวงกลมซ้อนทับกัน / sketch

    *

    Yodchat Bupasiri sketch the romance of the harem4
    ทดลองสร้างลายจากวงกลมซ้อนทับกัน / sketch

    *

    Yodchat Bupasiri sketch the romance of the harem5 copy
    ทดลองสร้างลายจากวงกลมซ้อนทับกัน / sketch

    *

    ถัดมาฉันเริ่มแกะลายจากงานของวิลเลียม มอร์ริส (William Morris 1834-1887) นักออกแบบ Textile ชาวอังกฤษ (ซึ่งเป็นคำแนะนำมาจากบรรณาธิการตั้งแต่ส่งต้นฉบับมาให้ ว่าอยากให้มีลายของนักออกแบบท่านนี้ประดับอยู่ด้วย) ทั้งนี้มีประเด็นเกี่ยวกับชาติกำเนิดของแอนนาว่าแท้จริงแล้วเธอโกหกหรือไม่ เธอเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-อินเดีย ดังนั้นเธอจึงไม่ใช่ผู้ดีอังกฤษแท้? ตอนที่งานของแอนนาได้รับการตีพิมพ์(โดยสำนักพิมพ์อเมริกัน) ก็ยังอยู่ในช่วงชีวิตของนักออกแบบผู้นี้

    ในด้านเทคนิค ฉันพบว่าไม่มีปัญหากับการเลือกลายเท่าไหร่นัก แต่ฉันมีปัญหาอย่างมากกับการแปลงลายมาเป็นแพทเทิร์นการตัด ฉันค่อนข้างสับสนกับการอ่านค่าน้ำหนักเข้ม-กลาง-อ่อน และวิธีที่ลวดลายทั้งหมดจะต่อกันได้เป็นร่างแหโดยไม่ขาดออกจากกัน นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจใหม่หมด ระหว่างนี้ฉันคอยปรึกษาพี่บัวอยู่เป็นระยะๆ

    *

    william morris_The Romance of the Harem copy
    ลายของ William Morris

    *

    william morris The Romance of the Harem pattern
    ลอกลายหลายๆ แบบมาเปรียบเทียบกัน / tracing William Morris’s patterns

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details13
    ทดลองตัดลายของ William Morris / William Morris’s pattern in paper cutting version

    *

    ในระหว่างที่พยายามเรียนรู้การอ่านค่าน้ำหนัก ฉันหันมาวางองค์ประกอบของภาพ ฉันอยากให้เหมือนว่างูตัวนี้กำลังเลื้อยพันปกหนักสืออยู่ ภาพที่เห็นด้านล่างเป็นการวางแบบสำหรับแจ๊คเก็ตปกแข็งจึงมีปีกปกด้วย (ภาพจะถูกใช้สำหรับหนังสือปกอ่อนทั้งอักฤษและไทย และเป็นแจ็คเก็ตของหนังสือปกแข็งภาษาไทย) แต่ลายนั้นยังไม่ใช่ลายที่ตกลงใจจะใช้จริง

    *

    william morris The Romance of the Harem3
    วางองค์ประกอบปก / sketch of book cover

    *

    mock up 1 copy
    วางองค์ประกอบปกหน้า / sketch of front cover

    *

    mock up 2 copy
    วางองค์ประกอบสันปก / sketch of book spine

    *

    mock up 3 copy
    วางองค์ประกอบปกหลัง / sketch of back cover

    *

    ลายของวิลเลียม มอร์ริส ซึ่งเป็น Organic Form มากๆ จำต้องมีตัวเบรกอย่างลูกไม้จาก Bedfordshire-Bedfordshire เป็นเมืองทางตะวันออกของอังกฤษ ขึ้นชื่อเรื่องลูกไม้มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 ลายที่ฉันทดลองตัดเป็นลายจากหนังสือ Bedfordshire Lace Patterns – A personal selection by Margaret Turner ฉันพยายามใช้ลายที่สามารถใช้ซ้ำๆ ต่อเนื่องกันในพื้นที่แคบของตัวงูได้

    *

    เอาเข้าจริงทั้งลายของวิลเลียม มอร์ริส และลูกไม้ของ Bedfordshire ที่ปรากฏบนปกนิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน ก็ไม่มีอะไรเป็นอังกฤษแท้ ลายทั้งหมดก็ล้วนถูกฉันจับมาดัดแปลงตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เพื่อให้เข้ากับผลที่ฉันอยากให้เป็นทั้งสิ้น

    *

    wip the romance of the harem yodchat bupasiri10
    ทดลองตัดลายลูกไม้ของ Bedfordshire / lace pattern from Bedfordshire

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details15
    ทดลองตัดลายลูกไม้ของ Bedfordshire / lace pattern from Bedfordshire

    *

    ใช้เวลาประมาณสามอาทิตย์ (ไม่นับช่วงที่ฉันเรียกมันว่า “เวลาล้มโต๊ะ” นั่นคือเวลาที่ฉันคิดงานไม่ออกจริงๆว่าควรไปต่ออย่างไร ) สรุปออกมาเป็นแบบร่างอย่างที่เห็นด้านล่างนี้

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details12
    แบบร่างปก นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน / sketch of ‘The Romance of the Harem’ book cover

    *

    หลังจากนั้นจึงเริ่มออกแบบลายอย่างละเอียดว่าจะมีกี่ชั้น ฉันตกลงใจว่ามีสองเพราะมากกว่านั้นถ่ายภาพออกมาก็คงไม่เห็นรายละเอียดแล้ว ให้ลายของวิลเลียม มอร์ริส อยู่ชั้นบนเพราะไปกันได้ดีกับลักษณะการเลื้อยของงู และลายลูกไม้ละเอียดยิบของ Bedfordshire อยู่ชั้นล่าง

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details14
    ลองแปลงลายเดียวกันของ William Morris ให้เป็นทั้งลายชั้นบนและชั้นล่าง

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details6
    วางลาย William Morris อยู่ด้านบนลายลูกไม้ Bedfordshire

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details8
    ลายลูกไม้  Bedfordshire ที่ฉันทดลองตัด นำมาซ้อนทับกับลายเรขาคณิต

    *

    ลายลูกไม้ Bedfordshire ที่ฉันเลือกใช้เป็นผลงานดัดแปลงของ Rebecca Bury อายุ 14 ปี ซึ่งเธอตั้งใจทำเป็นที่คั่นหนังสือ เป็นเรื่องน่าบังเอิญว่าลายที่ฉันเลือกใช้ทำปกหนังสือมีที่มาจากที่คั่นหนังสือ:)

    ภาพข้างล่างนี้เป็นลาย final สำหรับตัวงูชั้นบนซึ่งฉันแปลงมาจากลายของวิลเลียม มอร์ริส

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details7
    final patterns for the book cover

    *
    *
    *
    *

    หลังจากตกลงใจได้แล้วว่าจะใช้ลายแบบไหน ฉันใช้เวลาอีกประมาณ 9 วันในการวางแพทเทิร์น

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri 20
    ลงเส้นหมึกทับรอยดินสอ ลายชั้นที่ 1 / making pattern (first layer)

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri 21
    ลงเส้นหมึกทับรอยดินสอ ลายชั้นที่ 1 / making pattern (first layer)

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri 22
    ลงเส้นหมึกครบทั้งภาพ ลายชั้นที่ 1 / making pattern (first layer)

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri31
    ถมดำเพื่อให้เห็นลายที่จะตัดได้ชัดเจนขึ้น ลายชั้นที่ 1 / first layer

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri32
    รายละเอียดของลายเมื่อถมดำแล้ว ลายชั้นที่ 1 / first layer

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri33
    รายละเอียดของลายเมื่อถมดำแล้ว ลายชั้นที่ 1 / first layer

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri 25
    เริ่มวางลายชั้นที่ 2 /  second layer

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri 26
    ลงหมึกดำบนลายชั้นที่ 2 / second layer

    *

    wip the romance of the harem_yodchat bupasiri 27
    รายละเอียดของลายชั้นที่ 2 / details of second layer

    *

    IMG_20171003_163439_807
    รายละเอียดของลายชั้นที่ 2 / half-finished second layer

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details25
    ลงหมึกดำจนทั่วลายชั้นที่ 2 / full drawing of second layer

    *

    เมื่อได้แพทเทิร์นครบทั้งสองชั้นแล้ว นำลงไปลอกลายลงบนกระดาษจริงที่ใช้ตัด หลังจากนั้นนำลายชั้นที่สองมาทาบดูว่าลายส่วนไหนที่จะถูกบังไว้บ้าง จุดลายที่ต้องตัดด้วยปากกาสีเพื่อกำหนดพื้นที่การตัด (แต่ถึงเวลาจริงพี่บัวตัดออกหมดเพื่อความสบายใจ : ) )

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details21

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details20

    *

    bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri details18

    *
    หลังทำแพทเทิร์นชั้นแรกเสร็จก็ส่งให้พี่บัวเริ่มตัดทันที ระหว่างนั้นจึงทำแพทเทิร์นชั้นที่สองส่งตามไปทีหลัง เท่านี้ก็เสร็จสิ้นหน้าที่ของคนทำแบบร่างและแพทเทิร์น

    เกือบลืมเล่าไปว่ายังมีภาพดรอว์อิ้งสำหรับปั๊มลงปกแข็งอีก ซึ่งฉันวาดเป็นงูจริงแบบที่มีเกล็ดงูอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย ซึ่งน่าจะสร้างความหมายบางอย่างให้กับผู้อ่านตอนที่เปิดหุ้มแจ็คเก็ตออกแล้วมาพบภาพนี้บนปกใน งานส่วนนี้ฉันวาดแล้วส่งต่อให้พี่แมว MerryDay พี่สาวที่น่ารักในแวดวงวาดภาพประกอบอีกคน ดราฟเป็นไฟล์ ai แล้วส่งให้ทางสำนักพิมพ์ต่อไป

    *

    wip the romance of the harem yodchat bupasiri31

    *
    *
    *
    *
    *
    *

    It’s time for the blade of COLLAGECANTO.

    *

    bua smith the romance profile
    COLLAGECANTO

    *

    หลังจากใช้เวลาไปกับการลองผิดลองถูกทำแพทเทิร์นโดยมือใหม่อย่างฉัน ก็มาถึงขั้นตอนการตัดกระดาษของมืออาชีพอย่างพี่บัวซึ่งมีเวลาเหลือเพียงสองอาทิตย์กว่าๆ เท่านั้น การต้องมาตัดลายที่ไม่คุ้นอาจชวนให้สับสนอยู่บ้าง เหมือนต้องสานต่องานวาดเส้นที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่ด้วยประสบการณ์ พี่บัวก็สามารถทำความคุ้นเคยและตัดออกมาได้อย่างประณีตสวยงามในเวลาที่จำกัด

    ต้องขอบันทึกเอาไว้ด้วยว่ากระดาษที่ใช้กับลายชั้นบน เป็นกระดาษ 170 แกรม หนากว่ากระดาษปกติที่พี่บัวเคยตัดอยู่ 50 แกรม ดังนั้นพี่บัวซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บที่หลังไหล่จากการนั่งตัดกระดาษซ้ำๆ จึงอาจต้องลงคมมีดหนักกว่าเดิม ลองมาฟังที่เธอเล่า :

    ” (เนื่องจาก Rives DESIGN เป็นกระดาษที่เปื้อนง่าย) ตัดไปก็ต้องคอยลบหรือเอาแปรงปัดไปด้วย

    พาร์ทตัดนี่ต้องขอบคุณปลายที่เตรียมมาให้ดีมาก ปกติเราจะทำลายเองแล้วก็ตัดเอง พอมีคนทำลายมาให้อย่างดีก็เลยเกร็งนิดหน่อย งาน 2 ชั้นนี้เราใช้ความหนาต่างกัน คือ 170 แกรม สำหรับชิ้นบน และ 120 แกรม สำหรับชิ้นล่าง ถ้าจำไม่ผิดคือเผื่อวางชิ้นบนลอยก็เลยต้องให้หนานิดนึง ส่วนที่เป็นหัวงูถ้าหนาหน่อยก็จะตัดขึ้นรูปได้ง่ายกว่า แต่เราขอไม่ให้หนากว่านี้แล้วเพราะปวดหลังและคงใช้เวลานาน

    งานตัดผ่านไปด้วยดี ถ้าจะมีอะไรที่ยากก็คงเป็นลายลูกไม้ล่างที่โค้งเยอะ พอกระดาษแผ่นใหญ่ก็เลยหมุนองศาลำบาก แทนที่จะหมุนกระดาษเลยต้องหมุนตัวเอง จับมีดในองศาที่ปกติจะไม่ทำบ้างอะไรบ้าง เป็นช่วงที่ตัดแล้วซ่อม ตัดแล้วเล็งอยู่หลายรอบ แต่ก็เสร็จออกมาเป็นที่ค่อนข้างพอใจ (มีตัดพลาดและต้องซ่อมแต่อยู่ในจุดที่ไม่เป็นที่สังเกต ก็ถือว่าเอาตัวรอดไปได้)”

    *

    bua smith CollageCanto1

    *

    bua smith CollageCanto2

    *

    bua smith CollageCanto3

    *

    bua smith CollageCanto5

    *

    bua smith CollageCanto4

    *


    *


    *

    *
    *
    *
    *

    ถ่ายภาพ / Photo shooting

    *

    วันถ่ายภาพเราลังเลกันว่าจะถ่ายในแสงธรรมชาติหรือถ่ายในแสงไฟสตูดิโอดี แต่ด้วยกลัวว่าฟ้าฝนไม่เป็นใจเลยตัดสินใจว่าใช้แสงไฟในสตูดิโอคงเหมาะกว่า เราใช้พื้นที่และอุปกรณ์ของร้าน AiMan Shop ซึ่งใจดีกับเรามากๆ ทางร้านมีฉากขาวให้ มีไฟสามดวง ไฟดวงหลักสามารถปรับระดับแสงให้เป็นได้ทั้งโทนร้อนและโทนเย็น ถือว่าอุปกรณ์ค่อนข้างพร้อม งานนี้หลักๆ แล้วพี่บัวเป็นคนรับผิดชอบการถ่ายภาพ รวมไปถึงการทำไฟล์หลังการถ่าย ซึ่งเรามาพบกันทีหลังว่าต้องระวังพื้นผิวของกระดาษให้มากกว่านี้ เช่นเราพลาดที่ไม่ได้ปัดฝุ่นออกก่อนถ่ายภาพ :

    ” พอดูในจอแล้วก็เห็นว่ามีจุดดำ(บนกระดาษ)อยู่ก็ต้องนั่งลบและเล็งกันหลายรอบอยู่ เสียดายอีกอย่างว่าวันที่ถ่ายกันใช้ขาตั้งกล้องไม่ได้ ลายที่ตั้งใจเลือกก็เลยมองเห็นไม่ชัด ส่วนวันที่พยายามถ่ายแก้ ฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจ ถึงเห็นลายชัด แต่ดึงแสงยากเกินก็เลยตกลงใช้รูปวันแรก พอต้องถ่ายงานชิ้นใหญ่กว่าที่เคยทำเองก็ทำให้รู้ว่าวิชาจัดแสงนี่สำคัญมากหมือนกัน ต่อให้เราแก้ทุกอย่างได้ในโฟโต้ช็อป แต่ถ้าต้นทางไม่โอเคก็ไม่โอเคอยู่ดี (ควรไปอัพสกิลโฟโต้ช็อปและอื่นๆ เพิ่มด้วย)”

    *

    b.yodchat bupasiri preparing for photo shooting

    *

    y.yodchat bupasiri preparing for photo shooting2

    *

    y.book cover in natural light

    *

    y.collagecanto aka bua smith and yodchat bupasiri prepare for photo shooting

    *

    y.c.bookcover the romance of the harem_collagecanto and yodchat bupasiri1 copy

    *

    y.photoshoot the romance of the harem4 copy copy

    *

    y.photoshoot the romance of the harem5 copy copy

    *

    y.photoshoot the romance of the harem3 copy copy

    *
    *

    *
    *

    photoshoot the romance of the harem1

    *

    photoshoot the romance of the harem2

    *

    “โดยรวมแล้วเป็นงานคู่ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ ทั้งวิธีคิด วิธีทำงานที่น่าประทับใจจากปลายและการที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังขาดสกิลอื่นอย่างที่บอกข้างต้น และมีบางโมเมนต์ที่อยู่ๆ ก็เข้าใจตัวเองว่า อ๋อ..เราชอบตัดคือชอบตัดจริงๆ ไม่ว่าจะตัดด้วยลายเส้นตัวเองหรือคนอื่นก็อยู่โหมดชอบเหมือนกัน”

    *

    Yodchat Bupasiri_illustrator and Collagecanto_papercutting artist2

    *
    *
    *
    *
    *
    *

    FrontCover Typo The Romance of the Harem
    ปกหน้า นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน / ‘The Romance of the Harem’ Front cover design

    *

    BackCover Typo The Romance of the Harem
    ปกหลัง นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน / ‘The Romance of the Harem’ Back cover design

    *

    Cover Typo The Romance of the Harem
    ปกนิยายรักในราชสำนักฝ่ายในแบบเต็ม / ‘The Romance of the Harem’ full book cover design

    *

    นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน (The Romance of the Harem)
    เขียนโดย แอนนา เลียวโนเวนส์ แปลโดย อบ ไชยวสุ
    จัดทำภาพปกโดย COLLAGECANTO และ ยอดฉัตร บุพศิริ
    คำนำเสนอและเอกสารโดย วาด รวี
    พิมพ์ฉบับภาษาไทยปกแข็ง(640 หน้า) ภาษาไทยและภาษาอังกฤษปกอ่อน โดย Shine Publishing House

    *
    *
    ภาพบรรยากาศการเปิดตัวหนังสือ “นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน” จัดโดย Shine Publishing ร่วมกับร้านหนังสือก็องดิด วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์  2561 ถ่ายโดยร้านหนังสือก็องดิด

    – พูดคุยกับ 2 ศิลปิน ยอดฉัตร บุพศิริ และวรรณประภา ตุงคสมิต (COLLAGECANTO) ผู้สร้างสรรค์แบบปกถึงเบื้องหลังการสร้างงานที่ใช้เวลากว่า 2 เดือน แสดงผลงานต้นฉบับ Paper Cutting

    – เสวนากับ 2 ผู้เขียน “นายใน” ชานนท์ ยอดหงษ์ และผู้เขียน “คราสและควินิน” พิพัฒน์ พสุธารชาติ กับเบื้องลึกเบื้องหลังฮาเร็ม และความจริงของแอนนาในประวัติศาสตร์
    from c_The Romance of The Harem1
    *
    from c_The Romance of The Harem2
    *
    from c_The Romance of The Harem3
    *
    from c_The Romance of The Harem4
    *
    from c_The Romance of The Harem5
    *
    from c_The Romance of The Harem6
    *
    from c_The Romance of The Harem7
    *
    from c_The Romance of The Harem9
    *
    from c_The Romance of The Harem10
    *
    from c_The Romance of The Harem12
    *
    from c_The Romance of The Harem20
    *
    *
    สั่งซื้อหนังสือได้ที่ ก็องดิดออนไลน์(ปกอ่อนและปกแข็ง)  Readery(ปกแข็ง)  Readery(ปกอ่อน) 
    *
    *
    *
    *** : ) ***

  • I taught an easy monoprint from oil color and oil transfer technique for beginner at Fathom Bookspace.The theme was forest. All attendees bagan with small pieces before exploring their imaginative plants and animals in the bigger area. The final pieces are in the cover photo.

    *
    *

    workshop fathom50

    *

    workshop fathom49

    *

    workshop fathom53

    *

    workshop fathom48

    *

    workshop fathom44

    *

    workshop fathom43

    *

    workshop fathom42

    *

    workshop fathom41

    *

    workshop fathom46

    *

    workshop fathom51

    *

    workshop fathom40

    *

    workshop fathom39

    *

    workshop fathom38

    *

    workshop fathom37

    *

    workshop fathom36

    *

    workshop fathom35

    *

    workshop fathom27

    *

    workshop fathom33

    *

    workshop fathom32

    *

    workshop fathom31

    *

    workshop fathom26

    *

    workshop fathom25re

    *

    workshop fathom24re

    *

    workshop fathom30

    *

    workshop fathom28

    *

    workshop fathom29

    *

    workshop fathom23re

    *

    workshop fathom22re

    *

    workshop fathom21re

    *

    workshop fathom19re

    *

    workshop fathom18re

    *

    workshop fathom20re.jpg

    *

    workshop fathom16re

    *
    workshop fathom17re

    *

    workshop fathom15re

    *

    workshop fathom12re

    *

    workshop fathom14re

    *

    workshop fathom11re

    *

    workshop fathom13re

    *

    workshop fathom10re

    *
    *

    workshop fathom6re
    *
    *

    workshop fathom9re

    *

    workshop fathom8re

    *
    *

    workshop fathom7re

    *

    workshop fathom2re

    *

    workshop fathom3re

    *

    workshop fathom4re

    *

    workshop fathom5re

    *

    workshop fathom1

    *
    *
    *
    *** : ) ***

  • These are illustrations I drew in class at Sàrmede.
    Part 1 / Part 2 / (Part 3 will be published in very soon)
    *

    A Midsummer Night’s Dream
    William Shakespeare

    *

    AMidsummerNightsDream1
    Front Cover – Forest

    *

    AMidsummerNightsDream02

    *

    AMidsummerNightsDream03
    Day – Helena – oil transfer technique

    *

    AMidsummerNightsDream04
    Reason – Demetrius – paper cutting

    *

    AMidsummerNightsDream05
    Emotion – Bottom – painting

    *

    AMidsummerNightsDream06
    Emotion – Bottom – painting

    *

    AMidsummerNightsDream07
    Alphabet – Theseus – Stencil

    *

    AMidsummerNightsDream08
    Moon – Titania – paper cutting

    *

    AMidsummerNightsDream09
    Back Cover – City

    *
    *
    *
    *
    Behind the scenes
    *
    midsummer2

    *

    behind the scenes3

    *

    midsummer4

    *
    midsummer5

    *
    *
    *
    *
    *
    *

    The House of Asterion 
    Jorge Luise Borges
    *

    TheHouseofAsterion03
    Sketch of The House of Asterion

    *

    TheHouseofAsterion01 copy
    The House of Asterion

    *

    *
    I drew ‘Finding Monster’ in Bangkok on October 2017, using some elements from a sketch of The House of Asterion.
    *

    TheHouseofAsterion02
    Finding Monsters

    *

    monster1

    *

    findingmonster2

    *
    findingmonster3

    *

    findingmonster5

    *

    findingmonster6

    *

    findingmonster7

    *
    *
    *** : ) ***

  • For those who are curious who is Aurora, please visit this link . She is my muse. : )
    ถึงแม้จะดูต้นแบบจากภาพถ่าย แต่การรู้จักและจดจำได้ก็ช่วยให้สามารถวาดออกมาได้ การวาดจึงเป็นการย้อนประสบการณ์และความทรงจำของเรานั่นเอง

    *

    Aurora and her mother_Yodchat Bupasiri1

    *

    Aurora and her mother_Yodchat Bupasiri3

    *

    Aurora and her mother_Yodchat Bupasiri2

    *

    Aurora and her mother_Yodchat Bupasiri4

    *

    Aurora and her mother_Yodchat Bupasiri0

    *
    ข้างล่างนี้เป็นเวอร์ชั่นสแกน สีจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยค่ะ
    Scanned version of illustrations, the colours were changed a little bit.
    *

    Body_YodchatBup01
    Dimensions : 18 x 23.8 cm
    Technique : Oil transfer technique with coloured pencil

    *

    Body_YodchatBup02
    Dimensions : 23.2 x 30.2 cm
    Technique : Oil transfer technique with coloured pencil

    *
    *
    *** : ) ***

     

  • After my extream serious book cover project, I decided to take a break by creating a new colorful series of illustration (for both children and adults) named Tropical Fruits. The pictures of all materials and process are below. I hope you enjoyed it!

    นี่เป็นโปรเจคพักยกหลังจากทำงานปกวรรณกรรมซึ่งเป็นงานขาว-ดำ มานานร่วมสองเดือน (ซึ่งงานนี้ใช้ระบบการทำงานที่แตกต่างออกไปจากความเคยชิน เลยทำให้ทั้งสนุกและเครียดไปพร้อมๆ กัน – ไว้จะเรียบเรียงเบื้องหลังการทำงานไว้ในบล็อกต่อไปค่ะ) ความตั้งใจคืออยากทำรูปทรงที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดกระจุกกระจิกอยู่บ้าง เป็นสิ่งที่เด็กๆ ดูแล้วเข้าใจ ผู้ใหญ่ดูแล้วผ่อนคลายและรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาไปพร้อมๆ กัน พูดง่ายๆ คือจากโหมดขาว-ดำ เราอยากเปลี่ยนให้โลกการทำงานกลับมามามีสีสันอีกครั้ง

    ภาพชุดนี้ถ่ายในแสงธรรมชาติ ปรับความสว่างเล็กน้อย เพื่อให้คงสีเดิมไว้มากที่สุดค่ะ

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ4
    น้อยหน่า / Cherimoya / Custard Apple / Sugar Apple

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ3
    น้อยหน่า / Cherimoya / Sugar Apple / Custard Apple

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ5
    แก้วมังกร / Pitaya / Dragon Fruit

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ6
    แก้วมังกร / Pitaya / Dragon Fruit

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ7
    มะเฟือง / Carambola / Star Fruit

    *
    *

    ต่อไปนี้เป็นภาพอุปกรณ์และโต๊ะระหว่างการทำงาน เรารู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับกระบวนการ oil trasfer + พิมพ์บนสีไม้ มันเรียกร้องให้เรานิ่ง ถ้าทำผิดคือต้องโยนทิ้งไปเลยทั้งแผ่น ไม่สามารถ edit ใหม่ได้ รวมไปถึงการทำ paper cutting เล็กๆ น้อยๆ (ที่ได้ฝึกมือมาบ้างแล้วจากการทำปกที่เกริ่นไว้ข้างต้น) และการแปะกาวชิ้นส่วนต่างๆ ของกระดาษลอกลายแผ่นบางๆ ลงกระดาษพื้น สองขั้นตอนนี้จะต้องทำในห้องที่ปิดสนิท เพราะลมเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระดาษทุกชิ้นกระจุยกระจายได้ ข่าวดีคือห้องทำงานของเราไม่มีแอร์เสียด้วยสิ : )

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ8

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ10
    I created layers by using  3-4 colored pencils per one piece.

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ9
    Oil color was printed on colored pencil layers.

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ11
    oil color on tracing paper

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ12
    Georgian oil color (Flesh Tint, Scarlet Lake, Naples Yellow, Yellow Green) – Van Gogh oil color (Azo Yellow Deep, Phthalo Green, Ultramarine) – Winton oil color (Black)

    *

    สีน้ำมันที่ใช้หลักๆ มีไม่กี่สี คือน้ำเงิน แดง เหลือง ดำ และเขียว ผสมกันเท่านี้ก็ได้สารพัดสีแล้ว สีน้ำมันบนกระดาษลอกลายเมื่อนำไปวางบนพื้นกระดาษที่เราพิมพ์ไว้ด้วยสีน้ำมันแล้ว จะสร้างชั้นสีบางๆ ขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นค่ะ

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ13

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ14

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ2

    *
    *
    ผสมและไล่สี ตัดกระดาษและแปะลงไปทีละชิ้น ระวังความสะอาดจากคราบกาวและสีน้ำมันจากกระดาษแผ่นอื่นๆ ไม่เชิงว่าเป็นเทคนิค มันคือสติบนขั้นตอนเรียบง่าย-สิ่งที่อาจจะขาดหายไปจากการทำงานครั้งก่อน

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ15

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ16

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ17

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ18

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ19

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ20

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ21

    *

    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ23

    *
    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ24

    *
    tropical fruits illustration_Yodchat Bupasiri_ยอดฉัตร บุพศิริ26

    *
    *
    พอมาวางรวมกันน้อยหน่าดูดรอปไปเลย : ) สีสันผลไม้เมืองร้อนนี่สวยนะคะ เท่านี้ก็รู้สึกสดชื่นฟื้นพลังขึ้นมากแล้ว เราคิดว่าจะทำเพิ่มอีกเรื่อยๆ หวังว่าน้อยหน่าบำบัดเซ็ตนี้จะช่วยให้คุณผ่อนคลายด้วยเหมือนกัน ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมค่ะ

    *** : ) ***

  • [For English, please scroll down]

    ดรอว์อิ้งทั้ง 32 ชิ้น เกิดจากการวาดขณะชมการซ้อมการแสดงชุด เต้นรำกับความตาย (Dancing with Death) โดย Pichet Klunchun Dance Company เมื่อวันจันทร์ที่  14  สิงหาคม 2560 ณ โรงละครช้าง

    เส้นจากการดรอว์อิ้งตามการเคลื่อนไหวนักเต้นทั้งเจ็ดท่านตลอดหนึ่งชั่วโมงกว่าโดยไม่มองกระดาษ บางภาพตามการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม บางภาพโฟกัสการเคลื่อนไหวเฉพาะท่าน ความเร็วของการลากเส้นขึ้นอยู่กับความเร็วของการเคลื่อนไหว น้ำหนักของเส้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักการซ้ำของแต่ละท่า ภาพที่ดูสมมาตรในหลายๆ ภาพเกิดจากรอยพับของกระดาษที่ทำให้ฝุ่นชาร์โคลเกิดเป็นรอยเส้นในอีกหน้าหนึ่ง

    20884033_1448321025237286_1955151761_o

    Pichet Klunchun Dance Company performed the rehearsal of “Dancing with Death” at Chang Theatre on 14 August 2017. There was 20 seats for the observers and I was lucky enough to have one.

    I used charcoal to draw contour from the gestures of seven performers. I did not look at my sketch book and tried to follow the energy of “Dancing with Death” choreography. The results were 32 drawings which you can see below :

    dancing with death00
    1

    *

    dancing with death01
    2

    *

    dancing with death02
    3

    *

    dancing with death03
    4

    *

    dancing with death04
    5

    *

    dancing with death05
    6

    *

    dancing with death06
    7

    *

    dancing with death07
    8

    *

    dancing with death08
    9

    *

    dancing with death09
    10

    *

    dancing with death10
    11

    *

    dancing with death11
    12

    *

    dancing with death12
    13

    *

    dancing with death13
    14

    *

    dancing with death14
    15

    *

    dancing with death15
    16

    *

    dancing with death16
    17

    *

    dancing with death17
    18

    *

    dancing with death19
    19

    *

    dancing with death20
    20

    *

    dancing with death21
    21

    *

    dancing with death22
    22

    *

    dancing with death23
    23

    *

    dancing with death24
    24

    *

    dancing with death25
    25

    *

    dancing with death26
    26

    *

    dancing with death27
    27

    *

    dancing with death30
    28

    *

    dancing with death31
    29

    *

    dancing with death32
    30

    *

    dancing with death33
    31

    *

    dancing with death35
    32

    ****

  • Tara Books team shared experiences of hand-made printing and book-building to us at House of Commons – Cafe & Space, 18.00 – 20.30, 24 July 2017 and
    at Fathom Bookspace, 10 September 2018.
    Bangkok, Thailand
    ======================
    (บันทึกการฟังปี 2017)

    ทีมบรรณาธิการและดีไซเนอร์จากสำนักพิมพ์ทาร่าบุ๊คส์ อินเดีย มาแชร์ประสบการณ์การทำหนังสือภาพให้พวกเราได้ฟังกันที่ House of Commons ค่ะ ขอบคุณทางร้าน น้องแซนและ The archivist ที่ช่วยกันจัดงานนี้ให้เกิดขึ้น ตามทาร่าบุ๊คส์มาตั้งแต่ปี 2012 ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมีวันที่เราจะได้มานั่งฟังอย่างใกล้ชิดแบบนี้

    โน้ตไว้สั้นๆ ว่าถึงแม้จุดแข็งของทาร่าคือการทำหนังสือสกรีนด้วยมือ(ซึ่งในทางกลับกันก็อาจเป็นจุดอ่อนได้เหมือนกันในกรณีที่หนังสือขายดี เพราะไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้รวดเร็วอย่างระบบออฟเซ็ต) แต่ว่าตอนนี้ทาร่าทำทั้งระบบออฟเซ็ตและแฮนด์เมดแล้วนะ(พิจารณาเป็นเล่มๆ ไป อย่าง Activity Book และหนังสือภาพหลายเล่มก็เป็นออฟเซ็ต) รวมทั้งภาพสกรีนอันไหนที่พิมพ์ไม่ได้มาตรฐาน ทาร่าก็นำไปแปลงโฉมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่แล้วก็จำหน่ายต่อไป ทาร่ายังแยกสกรีนภาพเดี่ยวๆ จากหนังสือเป็น Art Prints เพื่อเป็นอีกช่องทางรายได้ให้กับศิลปินอีกด้วย : )

    =======================
    (บันทึกการฟังปี 2018)
    Tara Books (tara แปลว่าดวงดาว) สนพ.หนังสือภาพและหนังสือภาพสำหรับเด็กจากประเทศอินเดีย tara มาไทยเป็นครั้งที่สองแล้ว

    Talk session at Fathom bookspace 10/9/2018
    How to CRAFT : From community to world-class book creators

    เสียดายว่ากลับก่อนเพราะจำเป็น แต่ขอบันทึกสิ่งที่เราสนใจจากเท่าที่ฟังมาไว้ดังนี้

    – กระบวนการของ Tara เป็นการทำงานเป็นทีมโดย นักวาด นักเขียน บรรณาธิการ นักออกแบบ และช่างพิมพ์ งานจะมีการประชุม-ถกเถียง-ปรึกษากันตลอด ซึ่งกินเวลานาน แต่ว่าจะทำให้งานจบได้เร็วในตอนท้ายเพราะทุกคนต่างเข้าใจกระบวนการ

    – Tara ส่งเสริมช่าง/ศิลปินท้องถิ่นจากหลากหลายภาคในอินเดีย โดยดีไซน์เนอร์จะเป็นตัวเชื่อมและมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทำหนังสือ (คืออย่างบ้านเราเข้าใจว่ามี บก. คนวาด และกราฟฟิกจัดหน้า แต่เหมือนเราไม่มี book designer ที่มาทำงานหนังสือภาพ/ หนังสือภาพสำหรับเด็ก เป็นกิจจะลักษณะแบบต่อเนื่อง?- ถ้ามีต้องขออภัยด้วยค่า) ศิลปินบางท่านเคยวาดแต่งานลงสเปซใหญ่ๆ เช่นผนังบ้าน แต่พอให้มาวาดลงกระดาษแล้วไม่เวิร์ก ดีไซน์เนอร์แก้ปัญหาโดยให้ศิลปิน วาดลงกระดาษไซส์ใหญ่เท่าผนังบ้าน แล้วจึงนำงานนั้นมาจัดการต่อ(ย่อ แยกส่วน ปรับสีฯลฯ)เพื่อให้พร้อมที่จะเป็นหนังสือต่อไป

    – Tara ใช้เทคนิคริโซกราฟด้วย ไม่ได้ทำแต่สกรีนและออฟเซ็ต

    – มิสเตอร์เอ ซึ่งเป็นช่างสกรีนให้กับ Tara มาตั้งแต่ต้น เป็นคนที่ไม่กลัวงานยากเลยย งานซับซ้อนขนาดไหนเขาก็หาทางออกให้ได้หมด

    – ดีไซน์เนอร์ที่ทำงานให้มีหลากหลายเชื้อชาติ อันนี้เราก็อยากถามเหมือนกันว่าทำไมสามารถดึงคนเก่งๆ มาร่วมงานได้ขนาดนี้ (ดีไซน์เนอร์คนแรกและเป็นคนที่วางรากฐานดีไซน์ให้สนพ. ตอนนี้สอนอยู่ที่ RCA) เดาว่าเป็นเพราะแบคกราวด์ของคุณกิต้า วูลฟ์ ผู้ก่อตั้ง และ Tara มีโปรแกรมศิลปินพำนัก เลยทำให้คนน่าสนใจๆ หมุนเวียนเข้ามาทำงานด้วยง่าย

    – ชอบการที่สนพ อ่านทุกอย่างขาด ประทับใจที่พวกเขารู้ว่าตัวเองจะวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองอย่างไรและในขนาดเท่าใด

    ขอบคุณชาว fathom พี่หญิง-ล่ามผู้น่ารักซึ่งคอยแปลให้ตลอดงาน(พี่ซ้ายมือสุดภาพแรก) และอาหาร+ชาที่อร่อยมากๆๆ จากพี่นวล สนพ วงกลม ค่ะ

    .

    41452260_1838931759553383_6234867297614299136_o
    .

    41429871_1838931889553370_4849530097415225344_o
    .

    41440709_1838931539553405_4740053764747034624_n
    .

    20354122_1428104137258975_498484494_o (1) copy

    *

    20394486_1428104273925628_608408112_o copy

    *

    20394495_1428104170592305_493405752_o copy

    *

    20394530_1428104313925624_1612230508_o copy

    *

    20354127_1428104257258963_130344900_o copy

    *

    20348002_1428104317258957_446218536_o copy

    *

    20347925_1428104163925639_790051938_o copy

    *

    20347947_1428104333925622_709920585_o copy
    |
    *

    20354142_1428104103925645_1139879583_o copy

    *
    *
    *
    *
    *

    20354101_1428103817259007_1021663299_o copy

    *

    20399124_1428103903925665_350946912_o copy

    *

    20424897_1428103930592329_244162030_o copy

    *

    20399345_1428103833925672_2010213928_o copy

    *

    20348116_1428103820592340_1471476127_o copy

    *

    20348260_1428103840592338_2058496393_o copy

    *

    20347902_1428104050592317_370346966_o copy

    *

    20353853_1428103993925656_1478261149_o copy

    *

    20399204_1428104017258987_1628250225_o copy

    *
    20394971_1428103873925668_1239995121_o copy

    *

    20426978_1428103957258993_46116231_o copy

    *

    20425038_1428104023925653_1950694680_o

    *
    *
    *
    *
    *

    tara6 copy
    *

    tara4 copy

    *

    tara2 copy

    *

    20348156_1428106193925436_1718034666_o copy copy

    *
    *
    *
    *
    *

    20348224_1428106633925392_601585260_o copy

    *

    20347959_1428106170592105_1600840918_o copy

    *

    20424910_1428106410592081_1457855463_o copy

    *

    20353748_1428106360592086_1514629591_o copy

    *
    *
    *
    *
    *

    ta4

    *

    ta3

    *

    ta1*
    *
    *
    *** : ) ***
  • [For English please scroll down / ไทย] “เคราน้ำเงิน, ทอสก้า และ sea of Vigo song cycle” ระลึกถึงความทรงจำและแรงบันดาลใจจากการออกแบบท่าเต้นของ Pina Bausch, Monica Casadei และ Rodrigo Pederneiras  {อ่านตอนแรกได้ที่ Destroy, She Said (1)}

    *

    *

    *

    *

    *

    เด็กคนนั้นกำลังไล่กวดรถยนต์คันข้างหน้า
    เขาขึ้นเขาไท่ซันแล้ว
    ชื่อของเขาลงหนังสือพิมพ์แล้ว
    ผลการสอบในครั้งนี้สอดคล้องกับระดับความรู้จริงจริงของเขา
    พวกเธอสองพี่น้องกอดกันอยู่

    คุณวางใจเถิด ของพวกนี้ไม่มีทางสูญหายดอก
    ปั้นจั่นกำลังยกของขึ้นไปบนเรือกลไฟ
    กำลังของคนคนหนึ่งนั้นมีจำกัด
    ในความมืดมีคนคนหนึ่งแอบซ่อนอยู่

    โอบต้นไม้ใหญ่
    กุมศีรษะ
    ฉันคิดถึงเธอตลอดมา
    ฉันคิดถึงเธอตลอดมา

    ในความมืดมีคนคนหนึ่งแอบซ่อนอยู่ , บันทึกคอลลาจ พ.ศ. 2556

    *
    *
    *
    *

    จุด

    p1070065
    La collection minéralogique de l’abbé René Just Haüy , taken from PALAIS DE TOKYO, Paris, 2013

    *

    ฉันกอดพ่อไว้แน่น ว้าวุ่นใจแต่ไร้ถ้อยคำที่จะบอกเล่า จุดสีแดงลิบไกลบนหอสัญญาณยามค่ำคืน-สีเหมือนแววตาของสัตว์ร้าย เมื่อพ่ออุ้มฉันกลับเข้าสู่แสงนีออนจ้าภายในบ้าน ฉันจึงสงบลง พ่อกับแม่กล่อมฉันเข้านอน เวลาต่างกันหกชั่วโมง นี่เป็นเที่ยวบินข้ามทวีป ฉันผวาตื่นและเคว้งอยู่ชั่วขณะ มีทะเลอยู่ข้างนอก และฝูงแมงกะพรุนที่ทำจากจุดเล็กๆ ของหมู่ดาวก็ว่ายวนไปมา ฉันแนบแก้มชิดกระจก ตื่นตาอยู่ตลอดคืน มรกตปลิวคว้างใต้ต้นปาริชาติ ขณะกามนิตสูดกลิ่นซึ่งตลบฟุ้งอยู่ทั่วหุบเขานั้น ความรู้สึกระลึกเรื่องหนหลังได้ดูแล่นพรูเข้าสู่ใจโดยเร็ว ทำลายทะลุฝ้ามืดที่กำบังไว้ ตั้งแต่ตื่นขึ้นในสระจนบัดนี้ กามนิต ระลึกถึงความเป็นไปในอดีตได้ตลอด…

    *

    Apichatpong Weerasethakul_EMERALD
    มรกต Emerald (October,2007) by Apichatpong Weerasethakul / Photo credit: kickthemachine.com


    *
    *
    *
    *
    *
    *


    เส้น

    Lines in my illustration 2013 – 2016


    เส้นของร่างกาย: สัมภาระในชีวิตคนเราคือร่างกาย หากมองว่าร่างกายคือจุดที่ต่อเชื่อมกันจนเป็นเส้น เราอาจรู้สึกถึงหัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้ว คอ สะโพก เข่า ข้อเท้า ปลายเท้า – รู้ว่าทั้งตัวคือวงเวียน ข้อต่อคือจุดหมุน เมื่อลองเหวี่ยงจุดหมุนนั้นออกไป เส้นที่ได้คือพลังงานจากร่างกายของเราเอง หากรู้ว่าเส้นแต่ละแบบถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร ก็สามารถย้อนรอย หาหนทางที่จะกลับเข้าไปได้เช่นกัน

    *

    Morgan O Hara_coming home workshop22
    International Performance Art ASIATOPIA 14 – Morgan O’Hara’s “Coming Home Workshop” : My drawing, 2012

    *

    Morgan O Hara_coming home workshop3
    International Performance Art ASIATOPIA 14 – Morgan O’Hara’s “Coming Home Workshop” , BACC, 2012

    *

    Morgan O Hara_coming home workshop4
    International Performance Art ASIATOPIA 14 – Morgan O’Hara’s “Coming Home Workshop” 2012 : “Draw with the core of your body.”

    *

    Morgan O Hara_coming home workshop5
    International Performance Art ASIATOPIA 14 – Morgan O Hara’s “Coming Home Workshop” 2012 : Circles


    *

    จุดในร่างกายของคุณ และจุดในร่างกายของฉัน เราสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเส้นได้ เส้นที่ต่อเนื่องและไหลลื่น ถ้าคุณไว้ใจฉัน เส้นของเราจะเป็นหนึ่งเดียวกัน

    *

    Morgan O Hara s Coming Home Workshop 2012
    International Performance Art ASIATOPIA 14 – Morgan O Hara’s “Coming Home Workshop” 2012 : Draw together

    *

    Morgan O Hara_coming home workshop7
    International Performance Art ASIATOPIA 14 – Morgan O Hara’s “Coming Home Workshop” 2012 : Draw together

    *

    *

    ว่าแต่จำได้ไหม ตอนที่หยุดเส้นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น คุณมีวิธีจากมันมาอย่างไร

    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *

    เส้นกับความทรงจำ:

    พวกเธอช่วยกันหาคำจารึกบนต้นไม้ “พวกตะไคร่และมอสได้ขึ้นปกคลุมมันไปแล้วแน่ๆ” เธอคนหนึ่งพูดขึ้น “มันนานเหลือเกินนะ” เธออีกคนพึมพำ พวกเธอเหนื่อยหอบแต่ก็ยิ้มเป็นสุข ผ่านไปสองชั่วโมงก็เลยนั่งพิงที่โคนต้นจนผล็อยหลับไปทั้งคู่ ไม่มีใครยอมบอกใครว่าต้นไม้ต้นนั้นมันถูกโค่นไปตั้งนมนานแล้ว (บันทึก พ.ศ. 2553)

     

    (Left)”Speed-dating with jellyfishes” workshop by Yodchat Bupasiri / (Right) DEPARTURE: a movement workshop by Ka-ge Mulvilai, Democrazy Studio, November 2014


    “ความทรงจำคือการเคลื่อนไหวอีกอย่างหนึ่งที่มองไม่เห็น” –
     DEPARTURE: a movement workshop by Teerawat ‘Ka-ge’ Mulvilai (2014) 

    เวิร์กชอปนี้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายที่สนใจเรื่องการ “จาก” มากกว่าการไปหาอีกจุดหนึ่ง จะเป็นอย่างไรหากทุกครั้งที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเราไปสัมผัสที่ตรงพื้นที่ไหน จะเกิดเส้นใยเบาบางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่นั้นกับร่างกายไปไม่รู้จักจบสิ้น ยิ่งก้าวออกมาไกลเท่าไหร่ เส้นก็ยิ่งยืดขยายตามไปเท่านั้น ยิ่งแต่ละการสัมผัสทับซ้อนกันมากเท่าไหร่ เส้นก็ยิ่งขมวดมุ่นเป็นปมซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น

     

    Lines in my illustrations 2010 (Left – photo credit: Garagay Sriparinyasin) and 2012 (Right)

     

    (Left) Stephanie Sherriff “Untitled Poem”, 2014 photo credit  / (Right) “My Boyfriend Is a Pianist, He plays me love songs” exhibition by Oat Montien: My Drawings 


    จะเป็นอย่างไรหากทุกสัมผัสของเราก่อให้เกิดต้นกล้าเล็กๆ แตกกอต่อยอดงอกงามขึ้นมา ยิ่งก้าวย่างถี่ขึ้นเท่าไหร่ หน่ออ่อนก็ยิ่งขยายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น 
    เราจะระมัดระวังไม่กลับไปเหยียบซ้ำรอยเดิมหรือไม่ วินาทีที่เท้าแตะพื้นล้วนมีความหมาย วินาทีที่ยกเท้าจากมาก็รู้ว่าได้มอบอะไรไว้เบื้องหลัง  เราจะไม่เร่งรีบ แม้หันกลับไปดูอยู่เสมอๆ แต่ก็รู้ว่าได้เคลื่อนตัวออกมาแล้ว

    เพราะรู้ว่าได้จากมาอย่างไร จึงไม่ลังเลว่าจะลากเส้นไปต่อแบบไหน 

    *

    Democrazy Theater Studio2
    DEPARTURE: a movement workshop by Ka-ge Mulvilai , November 2014


    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *

    19807063_1414256585310397_20023674_o
    “Destroy, She Said” , embroidery on printed fabric, 2017


    *

    There was an interesting question from Porcupine Book team while we were filming a VDO for promoting “Destroy, She Said” last week: “Did you feel uncomfortable when you did these illustrations?” (Did doing these illustrations make you frustrated with the subject of of sex and violence?)

    “No, not at all,” that was my answer.

    The awkward and uncomfortable feelings usually happen to me when I don’t believe in text that I received from the editor (no matter what it is for.)

    I have always been excited by any subjects that provoke my thought; subject that require styles which different from my previous works. For me, differences in my illustration styles depend on the core of its subject. I welcome playfulness and melancholia; calmness and agitation; happiness and desolation.

    I usually transform my perceptions into various kinds of illustrations, and I realized the essential creative processes which are fruitful from my experiences and memories are always the same.

    *

    My creative process (2)


    I have been fascinated by human body movement in terms of art: classical ballet, modern dance, contemporary dance, stage play, physical theatre, performance art, etc. Here are three performances I used as my sources of inspiration for this project.

    *

    1. Pina Bausch : Blaubart

    jpgDestroy She Said20.jpg_Yodchat Bupasiri

    *

    Blaubart or Bluebeard is a French folktale written by Charles Perrault. It was adapted to dance theatre by Pina Bausch, a German performer and choreographer, in 1977 (nine years before I was born!) My interest is about Bausch’s interpretation toward human body which was subjected to the violence. Here was an excellent excerpt from thefunambulist.net :

    Blaubart (Bluebeard), based on the tale of the same name, finds its very essence in the violence on the female body: Bluebeard is a nobleman who slaughter his wives, one by one, in a room of his castle.

    pina2

    Pina Bausch bases her choreography on the violence expressed between the male and the female body. The latter is continuously prostrated and in between a few attempts to flee from its rapist/murderer, it is mistreated like an object on stage: thrown against the wall, pull to the floor, embraced abruptly…

    pina

    What we see as spectators is difficult to look at, as we know that the dancer’s body itself is subjected to all this violence: there is no “cheating,” violence cannot be expressed by anything else than itself.

    …Pina Bausch force us to look at the violence of a part of human interactions and, far from making us think of it as an aesthetic experience, she contributes to our profound revulsion for it in such a way that no text seems to be able to describe it.

    *

    It was really hard to put my feelings into words after I watched this performance via youtube. There was an emotional intensity even in a still image as you saw above. There was a very distressing struggle in its atmosphere.

    I had many questions on my mind: By using the same language, will it give the same effect if the performers were not identified by sex? What if all performers were presented as part of a neuter group?

    From the sequences at 2.33 and 3.28, one forced another to control the whole body actions; both were female. It was the language of Bausch’s choreography that strongly spoke to us: when one was forbidden from taking possession of his/her own body, one had nothing left.

    It reminded me to characters in ‘Destroy, She Said.’ (Thai version) They were different from women in Bausch’s Blaubart; they completely did possess their bodies, but they somehow had similar state of mind to characters in Blaubart.

     


    As an illustrator for this book, I wanted to set them free, and let they had a celebration for themself in all aspects of human being, through my illustrations.


    *
    *
    *
    *

    2. Monica Casadei : TOSCA X

    I always fall asleep during opera performances, but not for Tosca.

    So far as I remember, “Tosca, opera in three acts” was performed in 2003, 2006 ( directed by Rocco Pugliese and Lev Pugliese, world premiere), and 2015 (directed by Yuri Alexandrov), at Bangkok’s international Festival of Dance and Music. I am not quite sure whether I attend Tosca opera in 2003 and 2006, but I certainly did in 2015. 

    What I love about opera: when the opera singers’s expression were projected for insignificant exclaimation words, it created a new interpretations. But not only their voices, I am also interested in their body languages which hold the story lines.

    tosca
    Tosca – Bangkok’s Fifth International Festival of Dance & Music Programme

    *

    scapia and tosca
    Scapia and Tosca – Bangkok’s Fifth International Festival of Dance & Music Programme

    *

    There were Scapia who “prefered a forced conquest to a passive surrender” (2003 programme p.25 ), and Tosca who was finally forced to surrender to the death. It were all about how individuals fighted with state power. However, the tradional opera has taken us nowhere: it too much focuses on melodrama of love.

    Tosca X was something different and Monica Casadei did not take Tosca for granted.


    *

    4751_image_17434555_1155266317936298_7184029799814841990_o
    TOSCA X was performed on May 2, 2017 at Music Hall, Culture Building, Chulalongkorn University.

    **

    TOSCA X : OMAGGIO A GIACOMO PUCCINI

    Tosca X is the first performance of the new project of Monica Casadei called “Corpo d’Opera”, dedicated to great composers of the 20th century. Through this new creation, the artistic director and choreographer of the Italian dance company Artemis Danza proposes her personal version of Tosca, one of the most famous as well as dramatic opera play written by the Italian composer Giacomo Puccini.

    Artemis-1

    The performance focuses on the central act of Tosca and aims at investigating the relationship between Baron Scarpia, a man craving for possession, and the famous Tosca, a woman living for art. ToscaX seems like a thriller, where Tosca plays the role of the victim and Scarpia personifies the persecutor.

    text from Embassy of Italy(eventbrite page)

    *
    *

    Monica Casadei’s Tosca was a very vigorous and energetic woman. Casadei’s choreography required a great strongness of human body which, in my opinion, was surprisingly presented in Tosca’s body more than the body of Scapia’s soilders. And when Scapia tried to possess Tosca, it was Tosca who mastered her body outstandingly.

    *
    *

    19885990_1414999915236064_906894336_o

    I managed to somehow give the sense of Casadei’s Tosca into my illustrations. This is my interpretation of Tosca.

    *
    *
    *
    *

    3. Rodrigo Pederneiras : SEM MIM

     

    grupo corpo

    In 2013, Grupo Corpo , the Brazil’s dance company, performed a show named SEM MIM   (Without Me) at Bangkok’s international Festival of Dance and Music. It was an unforgettable performance for me. Here are the official records from Grupo Corpo :

    1. Grupo Corpo – Sem Mim | 2011

    2. Grupo Corpo – Sem Mim | 2011

    The ballet is rocked and soothed by the original score composed by Carlos Núñez, of Vigo, and José Miguel Wisnik, of Brazil, and based on the only set of pieces from the medieval Galician-Portuguese secular songbook that has come down to us with its scores intact: the celebrated “sea of Vigo song cycle” by Martín Codax.

    Grupo Corpo2

    In the seven songs, dating from the 13th century, the poet always expresses the voice of the woman, or, more specifically, the voice of maidens in love that weep the absence or celebrate the imminent return of the lover-friend. Anxious to be reunited, they confide at times in the sea, at times in the mother, at times in friends. And, to appease or excite their desire, they go bathing in the waves of the sea of Vigo.

    201-2_028_sem_mim

    The lyrics of this medieval troubadour lead Rodrigo Pederneiras to mark his moving score with the interchange between calm and fury and with the ebb and flow of the waves and also to (re)produce, in the posturing on stage, the separation between feminine and masculine, where one always complains of the absence of the other, in choreography portraying the constant flux of advances and retreats and the recurrence of sinuous or abrupt movements of the torso.

    text from grupocorpo.com

    *
    *
    SEM MIM reminded me of nursery rhymes or lullabies because because of its gentle repetition. Rodrigo Pederneiras formed and reformed the group like stimulating waves. It gave a sensuous pleasure and warm tenderness at the same time.

    When I drew, I imagined my drawing was alived and they joined Pederneiras’s dancer group, I even saw how they combined their choreographies together. I had ‘that’ rhythm in my head. I sensed this chemistry. I even designed the light setting on a stage for their performances. What I got was the significant figures on the book cover:

    *
    *

    BAG1.1 (สำเนา)(to be continued “Destroy, She Said (3)”  Dancing with Pubic Hair : A Toast of Joy)

  • [Eng/ไทย]  พวกเธอคือใคร ใน “ทำลาย, เธอกล่าว รวมเรื่องสั้นเธอเล่า” 

    *

    “…โดยวิธีของคนทำงานศิลปะคนหนึ่ง เราอาจคัดกลั่นผลึก ตะกอนหมอกในน้ำ แล้วจับความหมาย

    เราอาจตกแต่งทะเสสาบของเราได้โดยลำพังตน อย่างที่ให้ปราศจากอิทธิพลของทะเลได้(อาจจะ)มากกว่าคนอื่น แต่หลายครั้งเปล่า ส่วนใหญ่เราแพ้คลื่นทะเล ที่จริงแพ้แก่ปรารถนาพื้นๆ ไหลลงร่องรอยเดิมซ้ำๆ…

    *

    jpgDestroy She Said_006_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (5) ถั่งโถมเข้ามา พ่อมหาสมุทร / ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์ (Chatrawee Sentanissak)

    *

    …หลายๆ ครั้งเราปลอบประโลมตนเองด้วยเรื่องตื่นเต้นชั่วครู่คราว (อ่านกวีให้ศพ, ฟังเรื่องเล่าของหญิงวิกลจริต) เรายึดเหนี่ยวตนเองไว้กับภาระที่เราสร้างขึ้นและผูกพันอย่างสัตย์ซื่อ (หมาพิการฯ) เราพึ่งอิงการใฝ่รู้ที่มากขึ้น ตรวจสอบลับคมทัศนะให้เฉียบแหลมกว่าเดิม แต่คลื่นของความสะเทือนใจยังคงซัดสาดเข้าหาเรา

    *

    jpgDestroy She Said_001_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (0) วงคลื่นของฤดูหนาว / สิรินารถ อินทะพันธ์ (Sirinart Intapan)

    *

    อาจเพราะด้านหนึ่งเราแยกตัวตนของเราออกมา มองดูตัวเรา รู้ทันตัวเราเอง ไม่ใช่บทบาทของนักเขียน ศิลปิน หรือนักวิชาการ เพราะบทเหล่านั้นมีข้อแก้ตัวให้กับบทบาทของมันเสมอ ความสะเทือนใจมาจากเรารู้ทันตัวเราเองในฐานะมนุษย์

    ดังนั้น

    “ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งพึงควรใส่ใจก็คือการทรยศของดวงจันทร์”

    อารยา ราษฎร์จำเริญสุข
    สูจิบัตรนิทรรศการ 
    “ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งพึงควรใส่ใจคือการทรยศของดวงจันทร์”
    จัดแสดงที่ Ardel Gallery พ.ศ. 2552 

    *

    jpgDestroy She Said_003_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (2) พระจันทร์เคลื่อน โดย สิรินารถ อินทะพันธ์ (Sirinart Intapan)

    *

    “In such a moment the differences start to disappear and I start to become nothing, to become everything. Myself is the creator and at the same time the created. But whom the goddess of the moon loves with a deep love? The one that unites or the one that divides? As I came riding through the world of my dreams I realized that I lived my life as it is real. While I wept I said; I have no name I am just a moment old. Timeless and unique. Don’t matter if the season gone, or the darkness is complete.”

    Araya Rasdjarmrearnsook
    In this circumstance, the sole object of attention should be the treachery of the moon.
    Solo exhibition at Ardel Gallery, 2009

    *

    jpgDestroy She Said_002_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (1) เล่นตลกกับฉันสิ โดย วรรษชล ศิริจันทนันท์ (Wassachol Sirichanthanun)

    *

    ยกทะเลออก ทำผืนดินให้แห้ง แล้ววางทุ่งหญ้าลงไป
    กวาดมันให้ลู่เอนไปด้วยลมที่มองไม่เห็น

    ดูไม่สมจริง ทว่าเป็นจริง

    สถานที่แห่งทุ่งหญ้าหาใช่เพียงมีพื้นที่ว่างโล่ง
    หากเวลาได้ถูกรั้ง
    รั้งไว้แล้วยืดขยายออก
    ผู้คนอาจหลับใหล ขณะเหล่าพืชพรรณนั้นเติบโต

    จากนั้นเฉือนเอาสถาปัตยกรรมบางส่วนออกจากบริบทของมัน
    นำมาจัดวางในสถานที่ใหม่

    ปรับแต่งองศาทิศทางให้เหมาะสม
    ทำพื้นที่ภายในให้กลายเป็นพื้นที่ภายนอก
    ทำให้กลายเป็นบ้าน
    ทำให้กลายเป็นการหวนคืน

    ยอดฉัตร บุพศิริ
    ปรับแก้จาก “ทุกทิศทางรั้งรอต่อทุ่งหญ้า” ฉบับตีพิมพ์วันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2554 นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

    *

    sketch1 4x6_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    ‘Lady garden’ has wanted to return to her forest, oil tranfer, 2017

    *

     

    Sketch I_Destroy She Said_Yodchat Bupasiri
    ‘Lady garden’ has wanted to return to her forest, oil transfer, 2017

    *

    Sketch H_Destroy She Said_Yodchat Bupasiri
    ‘Lady garden’ has wanted to return to her forest, oil transfer, 2017

    *

    *

    *

    *

    สิ่งที่เขาเล่า และสิ่งที่เธอกล่าว

    สิ่งที่เขาเล่า: สิ่งนั้นส่งผลต่อความรู้สึกภายใน ความหวามไหวที่เป็นความกลัว(นึกถึงเวลาเรายืนอยู่แล้วมองภูเขาสูงตระหง่านน่าสะพรึง) ก็คงจะคล้ายๆ กับความรู้สึกอะไรแบบนี้ละมั้ง ความหมายที่ถูกทำให้รุ่มรวย ยอกย้อน กลายเป็นความไม่รู้จัก ฉงนสนเท่ห์

    ฉับพลันสัญชาตญาณ – gesture บางอย่างที่มันวิเศษ – เหมือนลมพัดมาวูบหนึ่ง วูบเดียว – อะไรบางอย่างที่เกาะ ยึดโยงอยู่เบาๆ แต่ก็พร้อมจะปลิดปลิว
    (บันทึกการสนทนา  2553 – 2554)

    สิ่งที่เธอกล่าว: มีความรู้สึกท่วมท้นอยู่ในนั้น เป็นการระเบิดของสิ่งที่ไหลออกมา หรือสิ่งที่ไหลย้อนกลับเข้าไป ภาพค่อยๆ เปลี่ยนจากการลอกเลียนมาเป็นการโต้ตอบสนทนากับความไม่รู้และความกังขาที่ผุดขึ้นในใจ ตอนนี้สิ่งที่ฉันกังวลมีเพียงว่า ‘คำ’ อาจไม่สามารถไล่ตาม ‘ภาพ’ ได้ทัน หรือในทางกลับกัน ‘ภาพ’ ไม่อาจไล่ตาม ‘คำ’ ได้ทัน มันมีความทัดเทียม แต่ในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป
    (ปรับแก้จากบันทึกการทำงาน 2554 )

    *

    light2_final book cover for Destroy She Said_Yodchat Bupasiri

    *

    สิ่งที่ฉันเล่า: บันทึกนั้นกล่าวถึงชั่วขณะของการอ่าน การเขียน และการวาด

    เมื่อถักทอทั้งสามสิ่งนี้ผ่านประสบการณ์ชีวิตเข้าด้วยกัน คำต่อคำ เล่มต่อเล่ม ภาพต่อภาพ ทุกอย่างล้วนสอดประสาน จนถึงจุดหนึ่งเราอาจพบว่านี่คือกระแสธารผืนใหญ่ที่ไม่อาจตัดขาดหรือฉีกแยกออกจากกันได้ หากเราอวลด้วยปีติเรายับยั้ง แม้กระทั่งการต่อต้านเหยียดชังเราก็จะไม่แสดงมันออกมา บทเรียนของเราได้สร้างเจตนาเช่นนั้น กระบวนการทั้งหมดนี้ได้จับจูงเราไปยังทัศนียภาพที่เราไม่รู้จัก ขณะเดียวกันมันก็ได้พาเราย้อนกลับไปยังประสบการณ์ที่เราหวาดกลัวทว่าคุ้นเคยที่สุด หากหลายครั้งเรากลับขัดขืนตนเอง ยินยอมพลัดหลงไปในความทรงจำแห่งวันคืนเก่าๆ ใช้จ่ายโมงยามที่หากได้รับ เราย่อมเต็มใจที่จะมอบคืนยิ่งๆ ขึ้นไป หวนคะนึงแล้วพบว่าช่างไร้เดียงสาน่าขบขัน ที่ยังเฉไฉไปว่า รูปเงาไหวๆ เหล่านั้นคือรูปรอยของดวงตะวันที่เคยส่องฉายมาแต่หนหลัง ความปรารถนาที่จะทำลาย


    *


    ทำลาย, เธอกล่าว: เธอทุบทีวี วี้ด ครึ่ก ซ่า..ใบปลิวลอยว่อน มันลอยสูงเท่ากองไฟก่อนสลายเป็นเถ้า วี้ด ครึ่ก ซ่า…ภาพหลายภาพซ้อนทับกัน วี้ด…เพลิง ครึ่ก…ท่วมทับฝูงชน ซ่า…ซ่า ยางรถยนต์ถูกเผา / ขออย่าได้มีใครพรากเธอจากเงื้อมมือยมทูต ผืนน้ำเบื้องล่างไหวกระเพื่อมขุ่นมัว มองไม่เห็นสิ่งใดข้างใต้นั้น / ร่างเปลือยเปล่าของเธอที่ร้อนเหมือนไฟเผาละลายฝ้าไอน้ำบนกระจก มือของเธอตะเกียกตะกายหาที่ฉุดยึดอารมณ์ที่โลดกระเจิง ทั้งดิ้นรนหลีกหนี ท้าทายและยอมจำนน / พวกกร้านโลก เขาเคยเรียกอย่างนั้น / ลุงเขาเลยสัญญากับพ่อแม่ว่าจะรักป้าจนตาย ที่จริงเขาก็รักษาสัญญานะ เสียแต่ว่ามันสั้นไปหน่อย



    พวกเธอกว่าครึ่งสำรวจตรวจตราความปรารถนาและความคับข้องใจผ่านร่างกายของตนเองและผู้อื่น 
    เธอบางคนเป็นผู้สังเกตการณ์ คนหนึ่งเฝ้ามองความเป็นไปของช่วงวัยอย่างฉงนใจ อีกคนเป็นประจักษ์พยานของอดีตที่ถูกปลุกขึ้นมาให้มีชีวิตชีวา พวกเธอล้วนสูญเสียและได้รับ

    *

    destroy she said book cover by yodchat bupasiri official
    photo credit : Porcupine Book

    *
    พวกเธอเท่าทันความเป็นไป แต่หลายครั้งก็ไม่ พวกเธอไม่ได้ทำลายใคร แต่ราวกับว่ามีความปรารถนาอันลึกลับในใจที่จะทำลายตนเอง

    [อ่านต่อในตอนหน้า บันทึกการทำงาน Destroy, She Said (2)
     : “เคราน้ำเงิน, ทอสก้า และ sea of Vigo song cycle” ระลึกถึงความทรงจำและแรงบันดาลใจจากการออกแบบท่าเต้นของ Pina Bausch, Monica Casadei และ Rodrigo Pederneiras

    สำหรับบันทึกในภาษาอังกฤษข้างล่างนี้(และในบันทึกอีกสองตอนข้างหน้า) ไม่ได้แปลจากภาษาไทย หากแต่เป็นการเล่าใหม่ของผู้เขียน(ด้วยความตั้งใจที่เขียนเป็นพอร์ตโฟลิโอไว้ด้วยเหตุผลหนึ่ง) ซึ่งพบว่าเมื่อลองเล่าในภาษาที่ไม่ถนัด ก็ให้ประหลาดใจว่าได้พบวิธีเล่าที่ตรงความต้องการ ในขณะที่การใช้ภาษาแม่ซึ่งถนัดคุ้นเคย-อาจะเป็นเพราะคุ้นเคยจนเกินไปทำให้บางจุดที่ต้องการเล่ากลับนึกอะไรไม่ออก หรือนึกออกแต่เมื่อเล่าแล้วจะดูตลก(โดยเฉพาะการสเก็ตซ์งานก่อนจะทำ oil transfer ในตอนท้ายบันทึก)  ทั้งนี้ด้วยคลังคำที่จำกัด อ่านแล้วอาจพบว่าเป็นภาษาที่สองที่ตะกุกตะกักไปบ้างนะคะ : ) ]

    *

    Porcupine Book and ten writers


    On April 26th, Niwat Puttaprasart, founder of Porcupine Book, kindly emailed me about a very interesting project. He asked me to do one book cover and eleven illustrations for Thai short stories collection named “Destroy, She Said” / “ทำลาย, เธอกล่าว รวมเรื่องสั้นเธอเล่า” It was written by:

    Sirinart Intapan (สิรินารถ อินทะพันธ์) , Wassachol Sirichanthanun (วรรษชล ศิริจันทนันท์) , Penin (เพณิญ) 2016 , Srinit Suwannasak (ศรีนิติ สุวรรณศักดิ์) , Chatrawee Sentanissak (ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์) 2016 , Por Pramsumran (ปอ เปรมสำราญ) 2017Jiraporn Wiwa (จิราภรณ์ วิหวา) 2016 , Pawin Fey (ภวิล เฟย์) 2016Tuangporn Patipatapanich (ตวงพร ปฏิปทาพานิชย์) , Pimsiri Petchnamrob (พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ) 2014

    *

    destroy she said front cover illustration by yodchat bupasiri
    Photo credit: Porcupine Book

    *

    The editor

    The editor of this project is Wiwat Lertwiwatwongsa aka FILMSICK, one of Thailand’s most renowned cinephile, filmcritic, curator for the independent film screening programs, writer [ book list :::  short stories (translated in English by Marcel Barang)], and translator.

    Wiwat got this book title from Marguerite Duras’s classic novel “Destroy, She Said”, but, as he wrote in his preface, nothing in Duras’s work related to these Thai short stories, except one thing: the potential for exploring the interior landscape of mind in terms of interestingness.

    Reading these writings can provoke readers into tracing their feelings and perceptions about being woman (regarding the context of post-coup Thai sphere.) As Wiwat explained: the writers wrote as if they could destroy themselves and others. Each character’s story was revealed as much as kept away from us, the outsider.

    *

    unnamed (1)
    Photo credit: Porcupine Book

    *

    illustration for Wassachol Sirichanthanun_s short story
    Photo credit: Porcupine Book


    *

    Characters

    Characters in this book had to deal with
    1. Political issue: Thai social norms (being in monogamous or polygamous relationships, taking possession of female bodies, etc.)
    2. Memories: childhood trauma, family issues, aging, etc.

    *

     

    jpgDestroy She Said_005_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่  (4) 0815 / ศรีนิติ สุวรรณศักดิ์ (Srinit Suwannasak)

    *

    jpgDestroy She Said_010_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่  (9) ผ่าน / ตวงพร ปฏิปทาพานิชย์ (Tuangporn Patipatapanich)

    *

    jpgDestroy She Said_004_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (3) ระยิบดาวพราวแสงแดด / เพณิญ (Penin)

    *

    There were an old lady who had an affair, an honest and dedicated wife who killed her husband, a woman who frustrated with both casual sex and a committed relationship,

    *

    jpgDestroy She Said_008_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (7) อะไรอุรา / จิราภรณ์ วิหวา (Jiraporn Wiwa)

    *

    jpgDestroy She Said_009_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (8) สัญญาณต่างดาว / ภวิล เฟย์ (Pawin Fey)

    *

    a woman who had a television addiction (relating to parental relationship problem in her fragile family) when she was young, and a woman who could not decide whether or not to do a tattoo on her body because she has been controlled by Thai social norms.

    There were a love-hate relationship of a daughter and her disable father, an awkward moment when people witnessed a suicide by bridge, and a song named Si el vino me hace llorar in the twilight zone of a strange town.

    *

    jpgDestroy She Said_007_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (6) ไม่ควรมีใครตายเพราะบอกว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ / ปอ เปรมสำราญ (Por Pramsumran)

    *

    jpgDestroy She Said_011_Yodchat Bupasiri
    ภาพสำหรับเรื่องสั้นลำดับที่ (10) สัจนิยมมหัศจรรย์ / พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ (Pimsiri Petchnamrob)

    *

    Finding the right technique: oil transfer

    After I finished my first reading, I did not do my sketch immediately. I tried to figure out what kind of “illustration language” will suit this book, and it did not take me a long time to find the answer, I knew exactly it must be an oil transfer technique.

    *

    sketch016_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    oil transfer paper

    *

    sketch014_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    final and testing paper 

    *

    sketch011_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    oil transfer making process

    *

    sketch010_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    oil transfer making process

    …the moment you transfered your drawings you thought twice, first was ‘what am I going to draw?’ and then ‘How could my drawing looks like after I press this trasfer paper?’…

    *

    The process of oil transfer technique is almost like doing etching print, but it does not require any copper plate for printing. It can gives many kind of textures and chiaroscuro to the final work. It is very suitable for expressing the complex feelings from characters in “Destroy, She Said.” It was my kind teacher, Jesús Cisneros, who taught me this technique.

    *

    sketch009_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    oil transfer paper for book cover illustration
    sketch007_destroy she said_Yodchat Bupasiri
    oil transfer paper for book cover illustration

    *
    *
    *
    *

    My creative process (1)

    After several of my rereadings, I drew my own map: 

    IMG20170520105906
    Map of characters in Destroy, She Said

    *

    From my messy map above, I re-created my own version of ‘Destroy, She Said’ by collaging all of significant characters and scenes from the original text and filming it in my head. In my rough sketch; I put every characters on the same page, all scenes were simultaneously happened in the same town.

    I was a film director not illustrator. All actresses were told to perform their own scenes over and over. I watched quietly and carefully, but something was wrong. I told myself: alter it to a play on the theater.

    The spotlight was turned on. A nude woman sat on the stage. She was calm for a while before she told me she forgot her script. She said it was too much for her.

    “But I can dance” She said. “I can express my feelings through my body.”

    “Hmm.. that’s interesting, have you ever seen Blaubart?” I asked.

    “That is my favourite one.” She answered.

     

    (to be continued “Destroy, She Said (2)” : My inspiration from “Bluebeard, Tosca, and Sea of Vigo Song Cycle”)