ภาพเขียวๆ ที่ถ่ายสะสมไว้จากปี 2011 จนถึงปัจจุบันค่ะ
[1.1]






*
*
*
[1.2]






*
*
*
[1.3]






*
*
*
[2]






*
*
*
[3]











[1.1-1.3] Japan 2011
[2] The 66 cottage, Bangkok 2015
[3] Nakorn-Phanom 2016
: )

Yodchattinyline / Yodchat Bupasiri / Tinyline / Tinylines / ヨードチャット ブパシリ / ยอดฉัตร บุพศิริ / ยศชาติ บุพการี /
ภาพเขียวๆ ที่ถ่ายสะสมไว้จากปี 2011 จนถึงปัจจุบันค่ะ
[1.1]






*
*
*
[1.2]






*
*
*
[1.3]






*
*
*
[2]






*
*
*
[3]











[1.1-1.3] Japan 2011
[2] The 66 cottage, Bangkok 2015
[3] Nakorn-Phanom 2016
: )
“Bags and accessories made from fine-quality European leather and Japanese canvas.”
Studio PLIÉ du Japon
These are some of my sketches.







IT’S PLAY TIME!
[For English please scroll down]
www.bictfest.com
=====
(1)
กระดูกคอยยึดเหนี่ยวร่างกายเราไว้ตลอด
ฮึบ ฮึบ ฮึบ (โฮเนะ / กระดูก / bone)
—–
ได้ยินไหม ได้ยินไหม ได้ยินเนอะ
เราอยู่ลึกเข้าไปในหูนะจ๊ะ (ไนจิ / หูชั้นใน / inner ear)
—–
อยู่ตรงบนบั้นท้าย ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา (จินโซ / ไต / kidney)
—–
ปวดฉี่จังเลย
ถ้ากระเพาะปัสสาวะเต็มแล้ว
ให้รีบไปห้องน้ำนะจ๊ะ
เพลงตลกๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง LIVE BONE (Dance Performance from Japan) หนึ่งในโปรแกรมของเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน 2559 ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติที่จัดขึ้นเพื่อเด็กและเยาวชนเป็นครั้งแรกในประเทศไทยค่ะ


LIVE BONE นั้นนำแสดงโดยคุณ Moriyama Kaji และทีมคือคุณ Hibino Kodue และคุณ Kawase Kohske การแสดงพูดถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ หัวใจ ปอด ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร หูชั้นใน ตับ ม้าม ไต ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ และสมอง โดยอวัยวะทั้งหมดนี้ทำงานอยู่ภายใต้โครงสร้างของกระดูกที่พยุงร่างกายเอาไว้ โดยอวัยวะแต่ละชนิดก็จะมีท่าเต้นสุดเท่เป็นของตัวเองค่ะ
ระหว่างการแสดง คุณโมริยามะก็จะคอยดึงผู้ชม(ทั้งเด็กและผู้ใหญ่)ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการเต้นด้วย ผู้ชมแถวหน้าๆ จะสนุกตรงที่จะต้องคอยลุ้นตลอดเวลาว่าเราจะถูกถึงไปร่วมเต้นท่ากระเพาะปัสสาวะมั้ยนะ หรือว่าเราจะแจ๊คพ็อตถูกเจ้าปอดอันใหญ่สวมเข้าที่หัว เด็กๆ หลายคนกรี๊ดกร๊าดคอยหลบหลีกกันเป็นพัลวันเลยค่ะ (พอเด็กๆ หลบ คุณโมริยามะก็จะแกล้งทำหน้าเศร้า เด็กๆ ก็จะหัวเราะชอบใจ) ส่วนเด็กน้อยบางคนก็ภูมิใจมากที่ได้สวมกระเพาะอาหารอันใหญ่ไว้กับตัว(ไม่ยอมถอดเลยจนจบการแสดง ^^) ถือว่าเป็น Dance Performance ที่มีความครึกครื้นสูงมากทีเดียวค่ะ : D
(2)
ขยะ ขยะ
ขยะ ขยะ
คนเก็บขยะ
Recycled Rubbish

ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นเพลงในท่อนภาษาไทยที่ผู้แสดงจาก Company Theatre Rites (UK) ร้องเอาไว้ในการแสดง Recycled Rubbish ค่ะ การแสดงชุดนี้เกี่ยวกับคู่หูนักขุดคุ้ยล่าสมบัติสองคนที่จะพาเด็กๆ ไปพบโลกอันแสนมหัศจรรย์ท่ามกลางกองขยะค่ะ ในโปรแกรมบรรยายการแสดงชุดนี้เอาไว้ว่า “Recycled Rubbish ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกที่ส่งเสริมให้เด็กๆ โยนขยะทิ้งอยู่เสมอ การแสดงชิ้นนี้จะช่วยให้เราเห็นค่าวัตถุที่ไม่มีใครรักเหล่านั้น เมื่อนักขุดคุ้ยตามล่าสมบัติที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกของขยะ โลกแห่งเวทมนตร์ก็ปรากฏขึ้น”
แล้วโลกแห่งเวทมนตร์ก็ปรากฏขึ้นจริงๆ! อยู่ๆ ใครจะไปนึกว่าจะมีเป็ดน้อย(ที่สร้างขึ้นมาจากกาน้ำเก่าๆ) ร้องแคว้กๆ โผล่ขึ้นมาจากกองถุงดำ นักล่าขยะทั้งสองต้องช่วยกันอาบน้ำให้เจ้าเป็ดจนหายมอมแมม แถมยังช่วยให้กำลังใจเจ้าเป็ดให้หัดบินได้อย่างสวยงามอีกด้วย เนื่องจากเรานั่งอยู่แถวหน้าๆ ระหว่างการแสดงเลยมีโอกาสได้สังเกตปฏิกริยาของเด็กๆ ที่นั่งดูอยู่ด้วย เด็กๆ เชื่อกันจริงๆ แหละนะว่านี่คือเป็ดน้อยที่มีชีวิต-ที่จริงเราเองก็ยังเชื่อเลย! ในขณะที่คู่หูคุ้ยสมบัติ พวกเขาก็จะผลัดกันแสดงเป็นขยะที่มีชีวิตขึ้นมา โดยใช้ร่างกายของตัวเองซีกใดซีกหนึ่งแสดงอาการเคลื่อนไหวพร้อมทั้งพากษ์เสียงไปด้วยในตัว (ทำให้นึกถึงคณะละครวิทยุเกศทิพย์ของไทยประมาณนั้นเลยยย : D) และระหว่างการแสดงคู่หูก็จะคอยสอดแทรก ถาม-ตอบ(ด้วยท่าทาง) เรื่องการแยกขยะให้เด็กๆ ฟังไปด้วยนะ “ขวดนี้ใส่ถังขยะใบไหนดี กระดาษแผ่นนี้ล่ะ” เด็กๆ ดูแอคทีฟกันดีกับการได้มีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้กับคู่หูคุ้ยสมบัติค่ะ การแสดงรอบจริงนานเหมือนกันนะคะ ประมาณ 50 นาที ส่วนรอบที่เราได้ชมก็นานเหมือนกันค่ะแต่ไม่แน่ใจว่าถึง 50 นาทีไหม แต่เด็กๆ ไม่มีละสายตาเลยนะ ต้องขอชมเลยว่า Company Theatre Rites เก่งจริงๆ ค่ะ : ))
(3)
บาาาาาาาาาาา
AliBaBach


นี่เป็นหนึ่งใน performance สำหรับเด็กที่เราประทับใจมากๆ ค่ะ การแสดงนี้ชื่อ AliBaBach โดย Companhia de Musica Teatral จากโปรตุเกส ในโปรแกรมเขียนถึงเอาไว้ว่า “อาลีบาบาค เป็นการแสดงประเภทมีส่วนร่วมกับผู้ชม (interactive) ผสมผสานระหว่างดนตรี การเต้น และละคร ประกอบไปด้วยแนวดนตรีหลากหลายประเภท โดยมีแนวดนตรีของ J.S. Bach เป็นต้นแบบ อาลีบาบาคจะแสดงให้เห็นว่าดนตรีสามารถเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใหญ่และเด็กได้อย่างไร”
การแสดงแบ่งเป็นสองกลุ่มคือเด็ก 0-2 ปี และเด็ก 2-5 ปี กลุ่มหนึ่งๆ จะจำกัดเด็กอยู่ที่ 20 คน เราได้มีโอกาสเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ในกลุ่มแรกค่ะ คะเนแล้วที่นั่งน่าจะเต็มเลยแหละ
อาลีบาบาคจะเซ็ตฉากและไฟไว้คล้ายๆ การจัดแสดงละครเวที เพียงแต่ทุกอย่างอยู่บนพื้นราบเพื่อเอื้อต่อการ นั่ง เดิน วิ่ง และกลิ้ง ; D ด้านหลังผู้แสดงจะเป็นลูกบอลลูนสีขาวลูกใหญ่ๆ หลายๆ ลูก (ซึ่งจะมีการนำมาใช้ประกอบการแสดงในภายหลังด้วย) คุณพ่อคุณแม่จะพาลูกๆ นั่งตักพร้อมกับชมการแสดงค่ะ เสียง
“บาาาาาาาา” ที่เราเขียนไว้ตอนต้นนั้น เป็นหนึ่งในเสียงที่เราได้ยินระหว่างการแสดงนั่นเองค่ะ ผู้แสดงใช้โทนเสียงคล้ายๆ กับที่เวลาทารก 0-2 ปีใช้ แต่จะพูดออกมาไม่เป็นคำ คุณเฮเลน่า โรดริเกซ หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะการแสดงนี้ได้อธิบายเอาไว้ว่ามันคล้ายๆ เป็นเสียงจากบทสวด เพียงแต่เปล่งออกมาไม่มีความหมาย เมื่อผนวกเข้ากับเสียงดนตรี(เครื่องสาย เครื่องเคาะและเครื่องดีด) เสียงร้องเพลง(บางท่อนมาแบบโอเปร่าเลย) และการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้แสดง ก็ทำให้สามารถสื่อสารกับเด็กๆ ได้ดีค่ะ (จะมีโมเมนต์ที่ผู้แสดงเปล่งเสียงคล้ายคุยกับเด็ก และเด็กก็ตอบกลับมาจริงๆ ด้วยค่ะ)

มีช่วงหนึ่งที่ผู้แสดงเคลื่อนไหวร่างกายแบบแมวน้อย เที่ยวไปคลอเคลียแต่ละครอบครัวที่นั่งอยู่ พร้อมทั้งเปล่งเสียงออกมาแบบแมว ในฐานะผู้สังเกตการณ์เราพบว่าบรรยากาศมันสบายและผ่อนคลายมาก ถ้าฟังเสียงประมาณนี้ไปนานๆ ก็อาจจะหลับได้ อย่างไรก็ตามการแสดงจะมีจังหวะที่แตกต่างกันออกไปนะคะ บางช่วงก็คึกคักสนุกสนาน เช่นมีการเล่นจ๊ะเอ๋ มีการนำลูกบอลยักษ์สีขาวที่เซ็ตไว้เป็นฉากด้านหลังออกมาโยนเล่นร่วมกับเด็กๆ (แน่นอนว่าแต่ละคนก็ตัวกระจิ๋วทั้งนั้น ต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่จับมือแตะลูกบอลเอานะ ^^) เด็กๆ ตอบสนองเป็นอย่างดีกับการสั่นสะเทือนเบาๆ ของลูกบอลรวมไปถึงสิ่งเร้าอื่นๆ ค่ะ ลองชมตัวอย่างการแสดงในคลิปดูนะคะ
สุดท้ายแล้วเราคิดว่าการแสดงแบบนี้ไม่ได้มีผลดีแต่กับเด็ก แต่คุณพ่อคุณแม่ที่ร่วมนั่งชมอยู่ด้วยก็จะได้รับ “สาร” ที่เป็นพลังงานที่ดีจากผู้แสดงโดยไม่รู้ตัว และในที่สุดแล้วพลังที่ดีเหล่านั้นก็จะถ่ายทอดไปสู่ลูกๆ ด้วยค่ะ : D
(4)




นอกจากการแสดงทั้งสามที่เราได้เขียนถึงไปแล้ว ในเทศกาล BICTFest ก็ยังมีโปรแกรมการแสดงและเวิร์กช็อปจาก The Key Theatre(อิสราเอล) B-floor Theatre(Thailand) Papermoon Puppet Theatre (Indonesia) Chanaphan Thammarut (Thailand) ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ ( 21 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2559) ถือว่าเป็นสองสัปดาห์ที่เปี่ยมคุณภาพมากๆ เลยค่ะ
====
ปล. แอบช่วยขายของ นี่คือภาพ ‘Posthumous Papers of a Living Author’ ของเราที่นำเข้าร่วมประมูลเพื่อหารายได้สนับสนุนเทศกาล BICT Fest ค่ะ (ต้องขอขอบคุณน้องโอ๊ต มนเทียร ที่แนะนำนะคะ) โดยภาพจะจัดแสดงร่วมกับศิลปินท่านอื่นๆ ที่โถงระเบียงชั้น 4 BACC ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรมค่ะ ในใจก็ภาวนาขอให้มีคนประมูลภาพทั้งหมดที่จัดแสดงไปด้วยเถิดนะ เพราะจะได้เป็นกำลังทุนสนับสนุนให้ BICTFest จัดกิจกรรมดีๆ สำหรับเด็กๆ ในปี 2560 ต่อไปค่ะ หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดที่เพจ BICTFest ได้เลยค่ะ ^^



===================
===================
BICT Fest 1st Bangkok International Children’s Theatre Festival 2016
IT’S PLAY TIME!
[English]

BICT Fest 1st Bangkok International Children’s Theatre Festival 2016
IT’S PLAY TIME!
Bangkok International Children’s Theatre Festival or BICT Fest 2016 is Thailand’s first international performing arts festival for young people. Our goal is to cultivate creativity, connect cultures, and inspire children through professional theatre works from all over the world. We also offer intercultural exchanges for artists and creative learning programs for young people and their families.
Taking place at Bangkok Art and Culture Centre (BACC) from June 21 – July 23, 2016 BICT Fest aims to become a biannual family event of high-quality performing arts experience. Organized by Arts on Location and Democrazy Theatre Studio in partnership with BACC and The Japan Foundation, Bangkok.
Excerpted from BICT Fest website


It was such an honor to be invited to BICT Fest Gala Event on Friday 24 June 2016. There were 3 amazing performance presentations on that night:
(1)
Recycled Rubbish
Theatre Rites(UK)

“As two excavators search for treasures hidden amongst a world of rubbish, a magical world unfolds where, at the touch of a puppeteer’s hand, the contents of a bin bag can transform before your eyes.
Inspired by a world that encourages children to constantly throw away, Recycled Rubbish will allow us to celebrate all those unloved objects.” [Excerpted from BICT Fest website.]
(Type : Object Theatre / Suitable for over 5 years old (best suited to 6-10 years old) / Duration 50 minutes)
Even though it was a show for children, I found it gave the sentimantal sensibilities to adult(s). In this performance, there was the story of the old yellow glove. This little glove lost its way in the big city and tried to find its family. The way the performers arranged the building scenes was very nice. Please see this video clip and you will understand what I meant.
(2)
Untitled
Papermoon Pupper Theatre (Indonesia)


“Papermoon Puppet Theatre, an Indonesian renowed puppet theatre company will use materials created by children and families in Bangkok from the “Pop-up Puppet workshop” to create a new performance based on children’s favourite stories and chracters.” [Excerpted from BICT Fest programme]
(Type : Puppet / Suitable for Children 5-13 years old / Duration 40 minutes)
I almost forgot that there were the puppeteers behind these puppets. This little girl and that little boy move naturally. The dog was very cute. It got much attention from children. : D The show was just an example for the upcoming programme. It took about 10 minutes.
(3)
Little Cat
Bird Kid Jam (Thailand)
“Kids-Jam invites you to storytelling time about love, death, and endings with visual and music accompaniment. There was once a cat with a million lives. It has already died a million times, been born a million times, and its million owners have cried over its deaths. But this cat never cried, not even once. It has never attached itself to anything until…
Pieces of my love is scattered in space. Are you here to sweep them up?” [Excerpted from BICT Fest website]
(Type : Storytelling with music / Suitable for Children over 5 years old / Duration 30 minutes)

In the second week I joined AliBaBach as the observer.
AliBaBach is an interactive performance that invites children, infants, and their caregivers to take the guiding hand of J.S. Bach and enter the world of music, dance, and theatre with ears and eyes open.
(Type : Music-Theatre-Dance Performance / Suitable for Group A: 0-2 years accompanied by 1-2 adults/caregivers Group B: 2-5 years accompanied by 1-2 adults/ caregivers / Duration 45 minutes)
I was impressed by this performance. The two performers used both verbal and nonverbal languages to communicate to infants and children. They used cello, keyboard and percussion instrument combined with singing and dancing to stimulate the aesthetic appreciation of all participants. I love the atmosphere in this performance. It was very relaxing. : )))

Another performance that I enjoyed was LIVE BONE.
It is a dance performance that explores the metaphorical expression of bones and internal organs.[Excerpted from BICT Fest programme]
(Type : Movement-based theatre / Suitable for Children 5-13 years old / Duration 50 minutes)
Kaiji Moriyama’s energetic movement made me a little bit stressed. However, it was a good energy, and lots of children could engage the performer’s concept. There was the choreography guide for the audience[e.g. the choreography of the small intestine!!!] Each choreography had its song. It was hilarious!
====
P.S.
Me and Adjjima Na Patalung, the director of BICT Fest. This photo was taken before the festival bagan. My illustration ‘Posthumous Papers of a Living Author’ was donated as the gift for BICT Fest supporter. It was exhibited at Bangkok Art & Culture Centre. if you are interested, please contact BICT Fest.




Good news! My illustrations, When My Dream Boat Comes Home, have been selected for The Sharjah Exhibition for Children Book’s Illustrations 2016! [ 20th – 30th April 2016 ]




[Thai language]

Visual Narrative elective class: My Beloved Picture Books (1)
Visual Narrative elective class: My Beloved Picture Books (2)
(8)
มีความทรงจำสองเรื่องสั้น ๆ ที่ยังคงอยู่ในใจตลอดเวลา
เรื่องแรก : นักเขียนและนักวาดภาพประกอบหนังสือภาพสำหรับเด็กท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า นอกจากงานทำหนังสือภาพและสอนตามมหาวิทยาลัยศิลปะ/คอร์สเวิร์กช็อป Summer School แล้ว ในหนึ่งปีนั้นจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอจะหยุดพักและออกไปท่องเที่ยวเป็นการ refresh ร่างกายตนเอง เธอมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหลังเนื่องมาจากการจัดวางท่าทางที่ไม่ถูกต้องขณะทำภาพพิมพ์ จนคุณหมอได้บอกกับเธอว่าถ้าหากเธอยังไม่เปลี่ยนวิธีการทำงาน ร่างกายเธอจะไม่ไหวแน่ ๆ งานที่รักกลายมาเป็นสาเหตุการเจ็บป่วย
เรื่องที่สอง : นักวาดภาพประกอบอีกท่านหนึ่งเคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองเอาไว้ว่า ยิ่งนานวันเข้า โปรเจคหนังสือที่เขาเริ่มทำก็ดูจะยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริงออกไปทุกที ๆ เขาต้องทำงานเพื่อหาเงินมาเป็นทุนให้กับการทำหนังสือ แต่ด้วยการทำแบบนั้นมันได้เรียกร้องเอาเวลาที่ควรจะใช้ในการทำหนังสือไปจากเขา และเมื่อเวลาผ่านไปการสเก็ตช์งานต่อจากงานเดิมก็หลายเป็นเรื่องยาก เพราะภาพวาดของเขาได้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเพื่อให้ภาพสอดคล้องกันเขาต้องรื้อแก้งานเก่าทุกครั้งที่เริ่มงานใหม่ (สุดท้ายนักวาดภาพประกอบท่านนี้ได้ทุนจาก CNL ทำให้โปรเจคลุล่วงไปได้ด้วยดี)

(9)
When My Dream Boat Comes Home เป็นโปรเจคหนังสือภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวีของประกาย ปรัชญา ว่าด้วยชีวิตของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่เมื่อกลับบ้านแล้วก็ไปพบว่าทุกอย่างที่บ้านเกิดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รวมไปถึงคนรักของเขาด้วย เรานำไปเป็นตัวอย่างให้น้องๆ นิสิต ComDe ได้ดูกันหลังจากผ่านชั่วโมงแรกซึ่งเป็นการพูดคุยกันเกี่ยวกับหนังสือภาพที่รักไป
โปรเจคซึ่งยังอยู่ในกระบวนการทำงาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จลงได้ง่ายก็นำพาคำถามที่ตอบยากแสนยากมาให้กับเราผู้บรรยาย เช่น มันจะเป็นการทำงานแบบไม่รู้จบไหม มันจะกลายเป็นแค่การเปลี่ยนเทคนิคไปเรื่อยๆ ไหม งานจะมีความนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันจะไปจบตรงที่ไหน นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึงหยุดชะงักมาตั้งแต่เดือนมีนาคม คำตอบก็คือ การเรียบเรียงความคิดและคำตอบหลังจากคลาสจบลงไปแล้วนั้นเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับเราเหลือเกิน
(10)
เราแบ่งงานที่ทำออกเป็นสามช่วง ได้แก่ สีน้ำและหมึก ดรอว์อิ้งและคอลลาจ และสุดท้ายคือ Mixed Media



คงคล้ายกับชนิดและระดับภาษาที่เราใช้พูด การสื่อสารโดยใช้ภาพก็มีชนิดและระดับภาพที่ผู้วาดต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ต้องการถ่ายทอดออกไป ความยากของโปรเจคนี้อยู่ที่ว่าในเบื้องต้นเรามี text บทกวีเป็นตัวนำการวาดภาพ การตีความของเราอาจะไม่ลึกซึ้งซับซ้อนอะไร แต่ในขณะที่เสก็ตช์ไปเรื่อยๆ นั้นเราก็พบว่าการโฟกัสที่ text เริ่มลดน้อยลงและเริ่มแทรกเนื้อเรื่องบางส่วนที่เกี่ยวกับวัยเด็กและครอบครัวของตัวเองเข้ามา การตีความก็เริ่มซับซ้อนขึ้น เมื่อผสมกับแรงบันดาลใจอื่นๆ ที่ได้รับเข้ามาจากหลากหลายทางก็ทำให้เส้นเรื่องของโปรเจคหนังสือภาพเริ่มไม่คงที่ พูดง่ายๆ คือเราเริ่มหลงทางนั่นเองว่า When My Dream Boat Comes Home จะพูดเกี่ยวกับอะไรกันแน่ : )
บางช่วงที่จำเป็นต้องหยุดโปรเจคไปเพราะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องหยุดเพื่อขอระยะห่าง หรือหยุดไปเพื่อทำงานอื่นๆ เมื่อกลับมาทำก็พบว่าภาษาภาพที่เราใช้มันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากการเล่าแบบตรงไปตรงมาของสีน้ำและหมึกนำไปสู่การปิดทับขูดขีดของการดรอว์อิ้งและคอลลาจ มาจนถึงความโกลาหลของการใช้สื่อผสมในปัจจุบัน(2016) ทุกครั้งที่ภาษาภาพได้เปลี่ยนไป การตีความที่มีต่อเส้นเรื่องของโปรเจคนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย
(11)
เราพบว่าในฐานะ Facilitator ของคลาส คุณครูโอ๊ตได้เสนอบางอย่างที่น่าสนใจมากๆ ให้กับเด็กๆ จากเคสตัวอย่างของเรานั่นคือ “สไตล์สามารถเปลี่ยนแปลงได้”
หากมองในฐานะนักวาดภาพประกอบที่ต้องขายงานให้ตลาด สไตล์ที่มั่นคงและชัดเจนจะมีผลต่อการจำแนกแจกแจงผลงานของลูกค้าและ/หรือเอเจนซี งานที่ขายได้ต้องมีความต่อเนื่องและมีความเฉพาะตัวสูง อย่างไรก็ตามสไตล์การวาดที่เปลี่ยนแปลงไปมักมาพร้อมกับความคิดและมุมมองที่เติบโตขึ้น ดังนั้นเรื่องในแง่การพัฒนาตนเอง สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด
(12)
นิทรรศการ When My Dream Boat Comes Home

วิธีที่ดีที่สุดในการมองย้อนกลับไปในงาน(ภาพ)ของตัวเอง นอกจากจัดวาง-เรียบเรียงด้วยวิธีของการทำหนังสือเล่มแล้ว การจัดนิทรรศการก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างเช่นที่คุณครูโอ๊ตได้บอกไว้ว่า งานแบบนี้ทำไปตลอดชีวิตนั่นแหละ แต่บางทีอาจจะถึงเวลาที่ต้องรวบปากถุงงานเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าได้แล้ว
ภาพนี้ถ่ายขึ้นเมื่อราวกลางเดือนมิถุนายน 2559 ที่ร้าน Books and Belongings ขณะปรึกษากันเรื่องการวางแผนจัดนิทรรศการ When My Dream Boat Comes Home สามเดือนให้หลังจากโพสต์แรกที่เราเขียนถึง คำถามหลายข้อของน้องๆ ComDe ยังคงวนเวียนอยู่ในใจเสมอ
(13)
“เหมือนกระจกซึ่งสะท้อนภาพของตัวเรา
งาน(ของเซมเป้)เพียงเชื้อเชิญเราไปสู่การทบทวนตัวเองด้วยรอยยิ้ม
พร้อมการเสียดสีที่เจ็บปวดแต่มีความเห็นอกเห็นใจ”
มาร์ก เลอกาปงติเย่ร์
นักข่าว, อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการและประธานของเตเลรามา
แปลโดยธารริณ อดุลยานนท์
คลาสที่ ComDe ในครั้งนี้ก็เช่นกัน การได้มีโอกาสบอกเล่าความหลงใหลของตัวเองให้คนอื่นได้ฟังนั้นเป็นเหมือนกระจกซึ่งสะท้อนภาพตัวเรา(แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามที) มันทำให้เราได้กลับมาทบทวนว่าสิ่งไหนที่เรากำลังให้ความสำคัญอยู่ และทางเส้นไหนที่เรากำลังจะมุ่งหน้าเดินต่อไป กระบวนการแบบนี้เป็นสิ่งที่เชื้อเชิญเราไปสู่การทบทวนตัวเองด้วยรอยยิ้มและแน่นอนว่าพร้อมๆ ไปกับการเสียดสี(ต่อการสะดุดล้มต่างๆ นานาของเราเอง)ที่มีความเห็นอกเห็นใจด้วยเช่นกัน และที่สำคัญมันทำให้เราตระหนักด้วยว่า ประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมานี้ (หนังสือต่างๆ ที่เคยอ่าน เทศกาลต่างๆ ที่เคยไป โปรเจคที่ทำอยู่) มันเป็นประสบการณ์ที่เก่ามากแล้ว ความคิดความเข้าใจหลายอย่างก็นำมาใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน ที่ทางและสถานการณ์ใหม่ๆ ต่างหากที่จะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ต่อไป : )
[Thai language]



(4)
ในโพสต์ที่แล้ว Sempe บอกเอาไว้ว่าผมเป็นนักฝันเสมอ “วันหนึ่ง ฉันจะมีโชค” เขาว่าอย่างนั้น
หลายปีก่อนที่สวนอุเอโนะ โตเกียว เราได้พบกับโชคของเราแล้ว นั่นคือการได้มีโอกาสไปเยี่ยม International Library of Children’s Literature คลังข้อมูลของหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น แต่เสียดายที่เวลามีน้อย เลยเดินดูไม่ทั่วถึง แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้สัมผัสแล้วว่ายังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับหนังสือภาพและหนังสือภาพสำหรับเด็กที่เรายังต้องเรียนรู้อีกมากจริงๆ (ส่วนรูปข้างล่างนี้เป็นรูปจากร้านหนังสือในเกียวโตค่ะ : ))



====

(เนื้อหาในเรื่องนี้ ในคลาสมีโอกาสได้เล่าเพียงเล็กน้อย ที่ไม่ได้กล่าวถึงมีอีกเยอะมาก เลยขอนำส่วนหนึ่งมาเรียบเรียงเอาไว้ตรงนี้ให้ได้อ่านกันนะคะ)
(5)
ถ้าจะเล่าถึงหนังสือที่รักโดยเลี่ยงไปไม่พูดถึงเทศกาลหนังสือเด็กโบโลญญาก็คงจะไม่ได้ เพราะนี่เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่เปลี่ยนโลกการอ่านหนังสือภาพของเราไปโดยสิ้นเชิง (รวมถึงมีผลให้กระเป๋าสตางค์ฉีกเพราะค่าหนังสืออยู่เรื่อยๆ อีกด้วย) คงเหมือนกับความรู้สึกที่เซมเป้มีต่อนิวยอร์กเกอร์ในครั้งแรก “ใช่แล้ว พวกรูปวาดที่ผมเห็นเป็นเหมือนโลกอีกใบ โลกที่ซับซ้อนมาก”
“Displaying their wares in the booths are publishers large and small from the four corners of the world. Colossal publishing concerns sit side-by-side with small courageous niche-market firms. Nowhere else but Bologna does such a vast range of publishing talent gather every year.” – Bologna Children’s Book Fair
จำได้ว่าบูธสำนักพิมพ์ที่ทำให้ตื่นตะลึงที่สุดคือ บูธใหญ่ยักษ์ของ Edelvives ที่ชั้นวางหนังสือดูจะอลังการกว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ หนังสือของ Edelvives ประณีตสวยงามมาก โดยเฉพาะหนังสือเซ็ตบทกวีปกแข็งสีแดงที่นำงานของกวีสเปนยุคเก่ามาตีพิมพ์ ( ดูลิสต์หนังสือได้ที่นี่ค่ะ ) แต่เป็นที่รู้กันว่า Edelvives และบูธสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่(และเล็ก)หลายเจ้าไม่ขายหนังสือในงาน เพราะเน้นไปที่การเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์กันมากกว่า ตอนนั้นเลยได้แต่เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก : )
ถ้าคุณไม่ใช่นักวาดภาพประกอบที่จะต้องนำเสนอพอร์ตโฟลิโอ บรรณาธิการหรือเอเจนซี่ที่ต้องเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ พิธีกรหรือแขกรับเชิญในงานเสวนาที่มีคิวพูดแน่นเอี้ยด การค่อยๆ เดินละเลียดสำรวจหนังสือภาพจำนวนมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลกในงานเทศกาลหนังสือเด็กโบโลญญาก็นับว่าเป็นเรื่องรื่นรมย์ไม่น้อย







(6)
“เขาไม่เคยติดต่อผมกลับมาอีกเลย” หนุ่มอิตาเลียนคนหนึ่งบุ้ยใบ้ไปทางบูธสำนักพิมพ์เล็กๆ (แต่มีชื่อพอสมควร) ขณะกวาดตามองไปยังนักวาดภาพประกอบหลายคนที่รอคิวเสนอผลงาน นักวาดคนหนึ่งกำลังคุยอยู่ในบูธยกภาพประกอบต้นฉบับขนาดเอสามให้บรรณาธิการดู เราแอบชะเง้อดูว่าจะเป็นภาพแบบไหนกันนะที่บรรณาธิการสนใจ เห็นไกลๆ ว่าเป็นภาพสีน้ำ พ่อหนุ่มมองแล้วยักไหล่ ก่อนเดินจากไปก็หันมากระซิบบอกเศร้าๆ ว่า “โชคดีนะ” นั่นคือเหตุการณ์ในปี 2012
“การได้แสดงงานไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้งาน” หนุ่มเอเชียที่ไปเติบโตอยู่ที่บาร์เซโลน่าให้ความเห็น หลังจากสนทนากันยืดยาว เขาสรุปตบท้ายว่า “คุณต้องดิ้นรนหนักมากๆ”
“We are a little bit stress over here.” เป็นคำตอบข้ามซีกโลกมาจากนักวาดอีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้แสดงงานในปี 2014

(7)
แต่แน่นอนว่าถ้าคุณอดทนรอและมุ่งมั่นมากพอ บวกกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม
การได้ตีพิมพ์ผลงานก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
ในปีที่เราไปนั้น ได้มีโอกาสได้เจอกับ อัลบา มาริน่า ริเวร่า เจ้าของผลงานหนังสือภาพที่นำผลงานของซากีชื่อ “นักเล่าเรื่อง” (ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือภาพเล่มแรกๆ ที่เราเริ่มสะสม) เธอบอกว่าหอบเอาต้นฉบับภาพประกอบมาจากสเปน เพื่อมาเสนอกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ในงานเทศกาลนี้ สุดท้ายก็ได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์คุณภาพเยี่ยมที่ชื่ออิคาเร่ แถมหลังจากนั้นหนังสือของเธอยังได้รับรางวัล New Horizon จากเทศกาลหนังสือเด็กโบโลญญาอีกด้วย
การได้รับคัดเลือกให้แสดงงานภาพประกอบที่เทศกาลนี้ไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้งานก็จริง แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสอีกนับไม่ถ้วน ที่แน่ๆ ก็คือ ชื่อของนักวาดทุกคนที่ได้รับคัดเลือกจะเข้าไปอยู่ในลิสต์ของจดหมายเชิญจากเทศกาลอะไรบางอย่างอยู่เสมอ และที่เทศกาลอะไรบางอย่างนั้นก็มักจะมีจุดที่เชื่อมโยงกลับมายังเทศกาลหนังสือเด็กโบโลญญาอยู่เสมอ ใครจะไปรู้ว่าหลังจากนั้นเส้นทางของคุณจะแตกแขนงไปได้อีกมากเท่าไหร่ – แน่ล่ะ ถ้าคุณมั่นคงและมองออกไปให้กว้างพอ
อะไรก็เกิดขึ้นได้ในงานเทศกาลหนังสือเด็กโบโลญญา(และแน่นอนว่าหลังจากนั้นด้วย) ; ))
====

**คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่จะไป Bologna Children’s Book Fair**
+ ในหนึ่งวัน จะใช้บัตรเข้าออกงานได้แค่ครั้งเดียว (ถ้าออกจากงานไปแล้วจะกลับมาอีกไม่ได้)
+ อย่าลืมพกอาหารไปกินด้วย! อาหารในงานแฟร์ไม่ใช่ถูกๆ เลย
+ สำหรับนักวาดภาพประกอบ ถ้าเป็นไปได้ให้นัดเวลาเสนองานกับสำนักพิมพ์ทางอีเมลเอาไว้ล่วงหน้า 1-2 เดือน แต่ถ้านัดเวลาไม่ได้เลยก็ลองไปต่อคิวเสนองานที่หน้าบูธสำนักพิมพ์(อื่น)แทน (อันนี้ก็ต้องทำใจหน่อยเพราะคิวยาวมาก แต่ก็อาจจะได้เพื่อนใหม่ตอนต่อคิวเสนองานนี่แหละ) อย่างไรก็ตาม หลังจากหมดเทศกาลไปแล้วก็ยังสามารถเสนองานกับสำนักพิมพ์ทางอีเมลได้อยู่ดีนะคะ
+ Portfolio และสัมภาระต่างๆ ก็ขอให้คล่องตัวเข้าไว้ (A3 กำลังดี และงานไม่ควรเกิน 10 ชิ้น) เพราะงานแฟร์ไม่ใช่เล็กๆ บางทีบูธสำนักพิมพ์ที่หมายตาไว้ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน การแบกพอร์ตโฟลิโอไซส์ใหญ่เบิ้มไปมาไม่ใช่เรื่องสนุก
+ เดี๋ยวนี้มีเพจ The illustrated Bologna Children’s Book Fair survival Guide แล้วนะ บางทีก็จะมีข่าว Portfolio Review ด้วย ถ้าเราไม่แน่ใจว่าพอร์ตโฟลิโอเราดีหรือไม่ให้ลองเอางานไปให้นักวาดภาพประกอบมือโปรชี้แนะดูได้ที่บูธค่ะ
+ สำนักพิมพ์หลายบูธไม่ขายหนังสือ แต่ว่าจะโละแจกฟรีในวันสุดท้าย!
+ อย่าลืมเช็คตารางการแสดงนิทรรศการในตัวเมืองโบโลญญานะคะ นอกงานแฟร์ก็ยังมีงานอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบเลยนะ ; )
(ไว้มาเล่าเรื่อง My Beloved Picture Books ต่อนะคะ
ตอนก่อนหน้า ดูได้ที่นี่ค่ะ )
I was the guest speaker at Visual Narrative elective Class.
Topic: “My Beloved Picture Books”
[CommDe, Chulalongkorn University, Thailand 24/02/2016]
Thank you Oat Montien for the invitation!
Oat Montien:
“It’s my honour to have Yodchat Bupasiri coming to CommDe this Wednesday 24th Feb to talk about her beloved picture books.
Yodchat is one of Thailand’s best book illustrators.
She has worked for Namee Books, Matichon, BACC, Goethe-Institut, Big Bear Books, Sataporn Books, etc.
Since her 2011 residency in Kyoto, Japan, her work has won various awards and exhibited internationally: The Iosif Iser International Contemporary Engraving Biennial Exhibition (Romania), Sharjah exhibition for children book illustrations (United Arab Emirates), Il viaggio International Exhibition of Illustration at Museo Diocesano di Padova (Italy), and the most prestigious exhibition of all for children book illustrators, Bologna Children’s Book Fair (Italy)During the talk, she will share with us her collection of picture books from all over the world, her inspiration from the poetry between words and images, her creative process, and her latest project “When My Dreamboat comes home” which use illustration as investigation of her inner space, family and intimacy.
Wed 24th Feb, 9:00-12:00
Room 3501 (Visual Narrative elective class)
Talk is open for everyone in CommDe so please drop by!”
[Thai Language]
(1)
เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน น้อง Oat Montien มาถึงที่บ้าน (ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย เพราะต้องต่อทั้ง MRT และ นั่งเรือมาไกลพอสมควร – แต่โอ๊ตก็บอกว่าจะมา และมาทั้งๆ ที่ป่วยอีกด้วย – อันนี้ขอบคุณในความตั้งใจมากๆ : ) ) มาค้นคลังหนังสือภาพที่เราสะสมไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน พร้อมชวนให้ไปบรรยายเรื่องภาพประกอบให้น้องๆ ใน Visual Narrative elective class ที่ CommDe จุฬาฯ ฟัง
โอ๊ตเล่าว่าสอนอะไรน้องๆ นิสิตไปบ้าง เธอหอบเอากองโปสการ์ดเก่าที่เอาไว้ใช้เป็นสื่อการสอนมาด้วย เป็นโปสการ์ดแบบที่พอเราเห็น เราจะสามารถจินตนาการต่อได้ไม่ยากเลยว่ามีเรื่องราวอะไรอยู่เบื้องหลังโปสการ์ดเหล่านั้น โอ๊ตกระตุ้นให้ผู้ร่วมคลาสเล่าเรื่องจากโปสการ์ดเหล่านี้ ซึ่งบางคนก็เล่าเรื่องออกมาได้น่าประทับใจมากๆ
หนังสือภาพที่ถูกหยิบขึ้นมาดูในวันนั้นหลายเล่มทำเอาโอ๊ตตื่นเต้น เราชอบพลังงานแบบนี้ มันเป็นความร่าเริงยินดีแบบที่เวลาเราเห็นงานที่แตะหัวใจเราจริงๆ โอ๊ตชอบหนังสือภาพของ Joanna Concejo และ Pablo Auladell (ใครยังไม่เคยเห็น ลอง google ชื่อ + picturebookmakers ดูนะคะ) หนังสือภาพที่เป็นอักษรเบรลล์ของสำนักพิมพ์สเปน และ Graphic Novel เรื่อง Arrugas ซึ่งเล่าเรื่องความทรงจำของชายที่กำลังจะเป็นอัลไซเมอร์ได้อย่างงดงาม (ซึ่งมีจุดพีคคือผู้เขียนปล่อยหน้าหนังสือว่างไว้สองหน้าเต็มๆ เพราะว่าความทรงจำของตัวเอกถูกลบหายไปหมดแล้ว)
“การสะสม/อ่านหนังสือภาพจากหลากหลายประเทศให้อะไรกับเราบ้าง” จำได้ว่าคำถามนี้น้องฟาน หนึ่งในผู้ร่วม sit-in ถามในวันที่เราหอบหนังสือไปบรรยาย จำได้ว่าตอบไปสั้นๆ แค่ว่ามันทำให้เรารู้ถึงวิธีการเล่าเรื่องของคนอื่น(คืออ่านเพื่อศึกษา) แต่พอนึกย้อนกลับไป เราพบว่าถ้าขยายคำตอบออกไปอีก ก็คงไม่ต่างกับการตอบคำถามว่า เราอ่านวรรณกรรมไปทำไม เราดูหนังและฟังเพลงไปเพื่ออะไร? เราอ่านและสะสมเพื่อความชุ่มชื่นเบิกบาน หนังสือภาพบางเล่มสั่นสะเทือนและรบกวนจิตใจอย่างอธิบายไม่ถูก หนังสือภาพบางเล่มพลิกคว่ำพลิกหงายมุมมองของเราให้เตลิดไปไกล หนังสือภาพโดยนักวาดแต่ละชาติแต่ละภาษาก็มีวิธีในการจับจูงผู้อ่านเข้าไปสู่โลกของตัวเองไม่เหมือนกัน มันเป็นโลกที่ขยายขอบเขตการมองของคุณออกไปและทำให้คุณอิ่มใจ

(2)
อันที่จริงการไปเยี่ยมคลาสของโอ๊ตที่ CommDe จุฬาฯ ในครั้งนี้ แผนที่น้องวางไว้ตอนต้นคือเราจะไปพูดคู่กับคุณน้ำส้มแห่งเพจน้ำมันออร่า ( Nammun&Aura )ซึ่งเราได้ร่วมงานกันมาหลายครั้งแล้วในชื่อ TINY – SOM บอกตามตรงเลยว่าเวลาไปทำเวิร์กช็อปกับน้ำส้มทุกครั้งจะรู้สึกอุ่นใจมาก แต่ด้วยเหตุชุลมุนหลายอย่าง (วันที่โอ๊ตมาเยี่ยมและหอบหนังสือกลับไปหลายเล่ม ก็ยังไม่แน่ใจกันเลยว่าเราและน้ำส้มจะได้ไปเยี่ยมคลาสของเธอหรือไม่) สุดท้ายแล้วโอ๊ตแจ้งมาว่าให้เราหยิบเอาหนังสือภาพที่ชอบไปแชร์ให้น้องๆ ฟังกันก่อน
>> และ(ถ้าพี่ปลายได้ไปพูด ก็)อยากให้เอางาน Dream Boat ไปพูดด้วย<< เธอกล่าวปิดท้ายอย่างชวนสยอง ถ้าใครที่เคยตามเพจนี้มาบ้างก็จะรู้ว่านี่เป็นงานชุดที่เราทำไม่เสร็จสักที แต่กระนั้นโอ๊ตก็บอกว่าถึงจะยังทำไม่เสร็จแต่ก็น่าจะถึงเวลา “รวบปากถุงงานได้แล้ว” ซึ่งเรารู้สึกว่ามันช่างเป็นคำที่เหี้ยมโหด(แต่ก็แฝงไปด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ)เสียจริงๆ โอเค เรามาลองรวบปากถุงงานกัน…
(3)
ปรากฏว่า Visual Narrative elective class ของโอ๊ตในวันนั้นกะทัดรัดจริงๆ! วันนั้นน้องๆ หลายคนน่าจะชุลมุนกับเรื่องการเดินทางเพราะตรงกับวันที่ BTS เสียพอดี เราเริ่มคลาสกันได้ช้ากว่าที่วางแผนไว้ แต่ถึงอย่างนั้นโอ๊ตก็ทำหน้าที่ของ host ได้ดีมากๆ เราพบว่าเธอเหมาะเป็นคุณครูที่สุด เซนส์การสอนดีงาม โยนคำถามเก่งและให้คำอธิบายได้กระชับและกระจ่าง
เราเริ่มต้นกันที่หนังสือภาพที่มีนักวาดจากญี่ปุ่น (Anno) ฝรั่งเศส ( Sempe) อิตาลี (หลายเล่มของสำนักพิมพ์ Topipittori – เช่น Joanna Concejo / Illustration และสำนักพิมพ์ Orecchio Acerbo Editore – เช่น Simone Massi) สเปน (สำนักพิมพ์ Ediciones Ekaré – Alba Marina Rivera) และสวีเดน (Majken Pollack , Anna Hoglund) หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือที่เปิดโลกการอ่านและการวาดภาพของเราจริงๆ และอยากให้น้องๆ ได้รู้จักกัน
มีโควทหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของ Sempe ที่น้องฟ้าใส – ธารริน อดุลยานนท์ เคยแปลไว้ให้ และเรานำมาใช้ในสไลด์ด้วย เป็นคำถามของมาร์ก เลอกาปงติเย่ร์ และคำตอบของเซมเป้ที่เราอดยิ้มให้ไม่ได้
Marc Lecarpentier : แล้วที่ปารีสนี่ คุณได้อ่านนิวยอร์คเกอร์บ้างใช่ไหม?
Sempe : น้อยมาก! ผมไปซื้อนิวยอร์คเกอร์จากแผงลอยของ Opéra ทุกครั้งผมยังคงอัศจรรย์ใจเหมือนเดิม! ผมขนลุก บอกตัวเองว่าผมไม่มีวันเข้าไปในโลกใบนั้นได้ แต่นิวยอร์คเกอร์ก็ยังคงทำให้ผมฝันอยู่ ใช่แล้ว พวกรูปวาดที่ผมเห็นเป็นเหมือนโลกอีกใบ โลกที่ซับซ้อนมาก
Marc Lecarpentier : ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังคงฝัน ว่าวันหนึ่งจะได้ทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น?
Sempe : ใช่! ผมเป็นนักฝันเสมอ
ดังนั้น ผมจึงไม่ได้คิดว่า “วันหนึ่ง ฉันจะทำได้”
แต่เป็น “วันหนึ่ง ฉันจะมีโชค”
ซึ่งนั่นไม่เหมือนกัน
====
(ไว้มาเล่าต่อนะคะ : D )
Hello!
I have great news to tell you! My illustrations have been selected to exhibit at A Tavola (Around the table) exhibition, Museo Diocesano di Padova, Italy. The Inauguration took place on 19th February 2016. I did not attend the ceremony, however, when I saw the photos posted by “A tavola. Ottava rassegna internazionale di illustrazione” facebook page it looked fantastic!
This is the 8th edition of the “I COLORI DEL SACRO” or in English “THE COLOURS OF THE SACRED” which take place every two years in Padua.
The Colours of the Sacred has become one of the most awaited events in Padua – and not only in Padua. Illustration and art lovers, young people, regular visitors of our museum, tourists, school kids and students have shown their appreciation for it.
The Colours of the Sacred was conceived as a touring exhibition, spreading its credo in many places. Like its previous editions, the 8th International Exhibition will travel to different cities after its stay in Padua.The new edition of our exhibition sees the kitchen table as a place and an occasion for us to relate with other people, thus going beyond the mere act of eating.
The table is the ideal image that puts together different cultures and mixes their elements, uncovering people’s different stories.
Around the table, tales are unravelled and memories become stories.
What we ask our illustrators is to look back on the tales you know, on the experiences you have witnessed or lived, on your memories and dreams, on the imagery of all time.
Apart from all the well-known traditional tales, there must be many more stories waiting to be told!
MUSEO DIOCESANO DI PADOVA
And these are my selected illustrations. : )



These works are from my picture book named Community Lunchbox which was written by Onjira Jirawatkul. The Italian website www.difesapopolo.it mentioned me and my illustrations as:
“Yodchat Bupsairi, da un’altra parte del mondo, mostra i bambini di Nakornphanom, una piccola provincia a nord della Thailandia, in tenti a preparano il cibo per festeggiare in un tempio buddista.”
I am not sure about the translation from google translate, but it said(mostly correct): “Yodchat Bupsairi, from another part of the world, shows children in Nakorn Phanom (a small province in the North East of Thailand) in attempting to prepare the food to celebrate in a Buddhist temple.”
Nakornphanom is my hometown. It is quite small and charming province alongside Mekhong River. When I started to illustrate this picture book, I found Nakorn Phanom was the perfect reference place for the stories. Here are some scenes from the temple:





Sharing a table means giving and receiving hospitality, creating new bonds and caring for them. Our hosts open their hearts and give, share and receive. They listen to and look after their guests.
In many traditions, sharing food and eating from the same plate establish an intimate relationship which is based on respect and creates a bond of brotherhood.
MUSEO DIOCESANO DI PADOVA
Around 9.00 a.m., people will bring their own food and flowers to the temple. Many baskets and lunchboxes (“Pin-to” in Thai language) are usually used for collecting the food. In the 5th photo, many round bamboo containers were prepared for holding cooked glutinous rice. Around 11.00 – 12.00 a.m.(after Buddhist chant ceremony), people will offer the food and the flowers to the monks, then they will have their own lunch. : )
———-
While I was waiting for the exhibition catalogue, I browsed some website and found the wonderful illustrations from the other artist. Here are the links:
The exhibition will take place until 26 June 2016.
Contacts and information
International Exhibition of Illustration The Colours of the Sacred Main office:
tel. +39 (0)49 652855 / +39 (0)49 8226167
fax +39 (0)49 8210085info@icoloridelsacro.org
[English and Thai Language]
edited on July 2016
1.
Three years ago, I wrote letters to Eva Lindström, the Swedish illustrator whom I have admired for a long time , with the help of The Embassy of Sweden in Bangkok. She was very kind and replied my letters with the big parcel! I opened it and found three beautiful picturebooks which were Min vän Lage, En fågeldag and Jag rymmer! She signed each book with these lovely drawings.




These three picturebooks were developed to the beautiful animation named “DJURVÄNNERNA.” It was all about relationship between brother and sister, friendship and the fear of loneliness. Eva Lindström also send me the DVD of this animation too!


เมื่อราวสามปีก่อนเรามีโอกาสได้เขียนจดหมายถึงคุณเอวา ลินสตรอม ซึ่งเป็นนักเขียนและนักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กที่เราชื่นชอบมากๆ ค่ะ ในครั้งนั้นได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตสวีเดนในการช่วยแปลจดหมายเป็นภาษาสวีดิชค่ะ คุณเอวาใจดีมากๆ ตอบกลับมาพร้อมพัสดุห่อใหญ่ ข้างในเป็นหนังสือภาพสามเล่มคือ Min vän Lage, En fågeldag and Jag rymmer! เนื้อเรื่องจากเกี่ยวกับมิตรภาพและความโดดเดี่ยว รวมไปถึง เธอเซ็นภาพดรอว์อิ้งน่ารักๆ มาให้ทุกเล่ม นอกจากนี้เธอยังส่งดีวีดีอนิเมชั่นที่พัฒนามาจากหนังสือภาพทั้งสามเล่มนี้มาให้ด้วยค่ะ ชื่อว่า DJURVÄNNERNA สามารถชมตัวอย่างได้ที่ลิงก์นี้นะคะ
2.
I met “Lund” and “Kulan” for the first time at Bangkok International Book Fair 2014. Kulan is Lund’s dog. He reminded me of this poem:

A poem should be palpable and mute As a Globed fruit,
Dumb As old medallions to the thumb, Silent as the sleeve-worn stone Of casement ledges where the moss has grown.
A poem should be wordless As the flight of birds.
* A poem should be motionless in time As the moon climbs,
Leaving, as the moon releases Twig by twig the night-entangled trees,
Leaving, as the moon behind the winter leaves, Memory by memory the mind –
A poem should be motionless in time As the moon climbs.
*

A poem should be equal to : Not true.
For all the history of grief An empty doorway and a maple leaf.
For love The leaning grasses and two lights above the sea –
A poem should not mean But be.
Ars Poetica by Archibald Macleish
**

For me Kulan always curious about how much Lund love him. Even though Kulan didn’t say what did he want, Lund provided him “that” things. If Kulan like fried food, Lund will prepare that fried food for him. If Kulan like the moon, Lund will get the moon for him. Actually Kulan wants Lund more than anything else in the world. This picturebook is heartwarming.
ได้มีโอกาสพบ Lund และ Kulan ครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อปีก่อน¹ Lund กำลังทอดเนื้อหมูชุบแป้งทอด และ Kulan ก็แอบหยิบกิน แน่ล่ะ เราพลิกหน้ากระดาษไปทันเจอ Kulan กำลังเลียเท้าอยู่พอดี : D
Kulan เป็นหมา แต่เธอไม่ชอบกินอาหารหมา “ทำไมฉันไม่เคยได้กินอาหารทอดกับเขาบ้างเลยล่ะ “ Kulan บ่นกับ Lund “ได้สิ เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอ ” ว่าแล้ว Lund ก็จัดแจงทอดอาหารหมา (kibble) แล้วเสิร์ฟให้ Kulan อย่างดีในชาม แต่แหม Kulan แอบกินเนื้อหมูชุบแป้งทอดไปตั้งเยอะแล้ว “ฉันอิ่มแล้วล่ะ อิ่มสุดๆ ไปเลย” เธอบอก Lund หน้าตาเฉย ข้างนอกมืดลงและพระจันทร์ก็ขึ้นแล้ว พระจันทร์ดูขาวและซีด “ฉันชอบพระจันทร์จังเลย” Kulan พูดขึ้นมา “เธอชอบงั้นเหรอ” ว่าแล้ว Lund ก็จัดแจงเอาค้อน เลื่อย สว่าน และอะไรต่างๆ นานาออกไปไว้ที่สนามหน้าบ้าน

Lund กำลังทำอะไรกันแน่นะ แต่ Kulan สนใจซะที่ไหนกันล่ะ เธอนอนดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านอย่างสบายอารมณ์ (ภาพนี้ชอบที่คุณ Eva วาดให้ Kulan เอาเท้าเขี่ยสายไฟ – เวลาที่เด็กหรือผู้ใหญ่รู้สึกสบายใจ มักจะแกว่งเท้าไปมา – จุดเล็กๆ ตรงนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่าภาพนี้มีชีวิตชีวา) A regular space rocket I see, Kulan shouted. You got it, Lund said. Back soon, Lund call. ปรากฏว่า Lund สร้างจรวด สร้างเสร็จแล้วก็นั่งจรวดบินไปอวกาศซะอย่างนั้น ทิ้งให้ Kulan อยู่บ้านคนเดียว “ที่บอกว่าเดี๋ยวก็กลับมาน่ะ หมายความว่ายังไงของเขากันแน่” Kulan ที่ดูเหมือนไม่สนใจอะไรเริ่มรู้สึกเหงา Some say you need to fry the kibble, but you don’t really. You can eat it straight from the bag just fine. Kulan sighed. I do like the moon, she thought and finished the last crumb of dog food. จริงๆ แล้ว Kulan ไม่ได้อยากจะกินอาหารทอดหรอก อาหารหมาน่ะกินมันเปล่าๆ ทั้งอย่างนั้นเลยก็ได้ เธอแค่อยากให้ Lund สนใจเท่านั้นเอง แล้วตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ต้องมานั่งกินอาหารอยู่คนเดียว ฉันชอบพระจันทร์จริงๆ นะ (แต่ฉันชอบให้มีเธออยู่ใกล้ๆ ฉันมากกว่า) ตอนนี้ Lund ไม่อยู่ให้เธอบอกแล้ว เขาว่าเดี๋ยวจะกลับมา เดี๋ยวจะกลับมาน่ะมันเมื่อไหร่กัน

แล้ว Lund ก็กลับมา! It’s for you, he said. A ball? The moon! said Lund. That you like so much! Ah, ok. Thanks.
Lund กลับมาพร้อมพระจันทร์ดวงโต ดวงที่เขาตั้งใจสร้างจรวดเพื่อไปนำมาให้ Kulan สำหรับเธอไงล่ะ – ลูกบอลเนี่ยนะ? – พระจันทร์ต่างหากเล่า! พระจันทร์ที่เธอชอบมากๆ เลยไงล่ะ! – อ้อ โอเค ขอบใจนะ บทสนทนาตรงนี้น่ารักมาก สำหรับผู้อ่าน เราอาจจะคาดหวังให้ Kulan ตื่นเต้นไปกับของสำคัญที่ Lund ด้นดั้นไปหามา แต่ผู้เขียนกลับพลิกความรู้สึกตรงนี้ด้วยการให้ Kulan แค่ตอบกลับไปสั้นๆ ว่าขอบใจนะ จะว่าไป จะลูกบอลหรือพระจันทร์ก็ไม่แตกต่างกันสำหรับ Kulan อันที่จริงอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ามี Lund อยู่ใกล้ๆ

ในทางหนึ่ง Lund นั่นเองที่เป็นบ้านให้กับ Kulan Another day. Perhaps a very different sort of day. I do like the sun, said Kulan. เดาไม่ยากเลยใช่ไหมว่า Lund จะทำอย่างไร : )
—
English translation from Alfabeta Bokforlag ¹( 3 เมษายน 2557 หนังสือจัดแสดงในงานบรรยาย “Modern Swedish Children’s Books – Writer and Illustrator working together” ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 42 (42nd National Book Fair & 12th Bangkok International Book Fair 2014) วิทยากรรับเชิญคือ Anna Höglund และ Eva Susso นักวาดภาพประกอบและนักเขียนชาวสวีเดน)
3.
Pernilla Söderberg, from Alfabeta Bokförlag, was kindly send me the translation of the clip with the presentation of Alla går iväg(written and illustrated by Eva Lindström) by Jacob Felländer, from the 2015 August Prize Awards:
” I think this book is about the most important theme there is. How to be accepted and belong to a group.
Most people remember the first time they felt really lonely. Everyone has to find their one way to be accepted by a group. Frank does that in this book. He makes marmalade out of his lonely tears. Then he invites his friends to be for at taste of the marmalade.
Eva Lindström helps both children and adoults in her books and explains the things we can´t put words on.”

ในงานประกาศผลรางวัลออกัสไพรซ์ รางวัลทางวรรณกรรมของสวีเดนซึ่งให้ในหมวดหนังสือภาพสำหรับเด็กด้วย คุณ Jacob Felländer ได้ขึ้นนำเสนอหนังสือภาพของคุณเอวาที่รับคัดเลือกให้เข้ารอบ ในตอนท้ายเขากล่าวว่าหนังสือของคุณเอวาช่วยบรรยายความรู้สึกทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้
4.
เมื่อต้นปีนี้เอง เราได้รับการ์ดขอบคุณน่ารักๆ เหล่านี้จากคุณเอวา และมันก็ช่วยแทนความรู้สึกหลายอย่างที่เราบรรยายออกมาไม่ได้เช่นที่คุณ Felländer กล่าวไว้เลยค่ะ
On the begining of this year(2016), I found these thank you-illustrated cards in my mail box! It made my heart sing. These are the things I can’t put the words on.






